บอกต่อเพื่อน เก็บบันทึก ตั้งเป็นหน้าแรก
| หน้าแรก | สาระ |

รายชื่อหมวด

  ทั่วไป
  ออกแบบบ้าน
  ขั้นตอนการปลูกสร้างบ้าน
  ก่อนจะซื้อบ้าน
  ตกแต่งบ้าน
  ดูแลรักษาบ้าน
  ลดค่าใช้จ่ายในบ้าน
  ออกแบบจัดสวน
  การขายบ้านหลังเก่า
  การย้ายบ้าน
  กฏหมายน่ารู้
  สินค้าราคาพิเศษ



    หมวด
กฏหมายน่ารู้
หัวข้อสาระ


ให้แต่ตึกแต่ไม่ให้ที่ดิน
ข้อกฎหมายสำหรับอาคารพาณิชย์
ภาษีเงินได้บุคคล (อัตราภาษีก้าวหน้า)
ภาษีธุรกิจเฉพาะ (รวมภาษีท้องถิ่น)
ค่าจดจำนองที่ดิน
ค่าธรรมเนียมการโอน
ค่าอากร
ภาษีธุรกิจเฉพาะ (รวมภาษีท้องถิ่น)
หลักเกณฑ์ที่บริษัทประกันภัยใช้ในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
กฎกระทรวงว่าด้วยเรื่องการตรวจสอบอาคาร
ข้อคำแนะนำเกี่ยวกับการสร้างสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง
การขออนุญาติซื้อปืน
การตีความกฏหมายไทย
การรับรู้รายได้สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ภาษีโรงเรือน
ต่อเติมบ้านอย่างไรให้ถูกกฎหมาย
กฎหมายใหม่ ระยะร่นอาคาร ตึกแถว ทาวน์เฮาส์ และบ้านแฝด
"สิทธิหน้าที่ของลูกจ้าง"
"สิทธิหน้าที่ของนายจ้าง"
แก้กม.ที่ดินให้ต่างชาติซื้อกรรมสิทธิ์ที่ดินได้
ย้อนปมต่างชาติฮุบที่ดิน จาก
'สมุดปกขาว'ชี้ซื้อขายหุ้นชินฯผิดกฏหมาย
กฏหมาย บ้านแถว ห้องแถว ตึกแถว ทาวน์เฮาส์ บ้านแฝด...
กรมที่ดิน รื้อกฎหมายจัดสรร12ประเด็น
สัญญาบัตรเครดิต สำคัญไฉน...?
สิทธิผู้ป่วย 10 ประการ
ซื้อบ้าน ต้องเตรียมเงินมากกว่าราคาบ้าน
ประกันคืออะไร ?
คำแนะนำในการไปติดต่อสถานีตำรวจ
สิทธิและหน้าที่ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ
กันสาดหรือระเบียง
เมาสุรา-ตรวจเลือด
อำนาจหน้าที่ อำนาจและหน้าที่ หรือหน้าที่และอำนาจ
คำแนะนำเมื่อท่านถูกหลอกลวง หรือถูกโกง
การบริหารหมู่บ้านตามกฎหมายจัดสรรใหม่
ค่าปรับผู้ไม่มี พ.ร.บ.?
จ่ายเช็คไม่มีเงิน มีสิทธิติดคุก
อาคารที่สร้างเพื่อใช้เป็น อาคารจอดรถ ห้ามเปลี่ยนแปลง!
ลิฟต์ที่คุณใช้อยู่ปลอดภัยแค่ไหน ??
กฎกระทรวง "การกำจัดน้ำเสียและขยะออกจากอาคาร"
ต่อเติมบ้านแบบไหนไม่ต้องขออนุญาต
สิ่งก่อสร้างที่ไม่ต้องนำแบบไปขอนุญาตปลูกสร้าง
ใบอนุญาตปลูกสร้างต้องรอนานแค่ไหน?
เปลี่ยนแปลงแต่ไม่ได้ดัดแปลงอาคาร?
กรรมสิทธิ์ ไม่ใช่ สิทธิ์
ถมที่ด้วยขยะได้มั๊ย?? ถูกกว่าตั้งเยอะ
ความสูงอาคารวัดกันยังไง
ถนนเส้นใหญ่หรือเส้นเล็กตาม พรบ. จัดสรรที่ดิน
ประเภทอาคารกับขนาดของที่ดินตาม พรบ.จัดสรรที่ดิน
ลักษณะอาคารจอดรถตามกฎหมาย
อัตราค่าจ้างขั้นต่ำฉบับใหม่
หมัดน็อคเจ้าหนี้นอกระบบ
โดนดอกเบี้ยโหดควรทำอย่างไร
คิดดอกเบี้ยพ่วงค่าธรรมเนียม ทำได้หรือไม่
ข้อควรรู้ กรณีว่างงาน
ตัวอย่าง) คดีหนี้บัตรเครดิต
พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543
หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค
เงินล่วงหน้า เงินประกันสัญญา เงินประกันผลงาน ?
ความรู้ทั่วไปด้านลิขสิทธิ์
เมื่อบ้านถูกเวนคืนจะทำอย่างไร
เจ้าที่ดินเสียชีวิตโดยที่ยังไม่ได้โอนให้ลูก
การโอนลอยที่ดิน
กฎหมาย.. หมิ่นประมาท/ดูหมิ่น
รู้ทันกฎหมาย : แยกสินสมรส
พ.ร.บ.ต่างด้าวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์
สิทธิของคนซื้อบ้าน
ภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายที่ดิน
คนต่างด้าวกับการถือครองที่ดินในไทยทำได้หรือไม่
รู้ทันกฎหมาย : สัญญายอม
ที่ดินได้รับภาระจำยอม ถ้าไม่ใช้ประโยชน์เลย จะหมดอายุหรือไม่
ผู้ซื้อจะได้อะไรจากกฎหมายจัดสรรใหม่
การบริหารหมู่บ้านตามกฎหมายจัดสรรใหม่
เมื่อถูกยึดทรัพย์ต้องทำอย่าไร
การครอบครองปรปักษ์-วัดสวนแก้ว
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
ค่ารักษาพยาบาลพนักงานเป็นรายจ่ายได้หรือไม่
ก่อสร้าง'หอพัก'ในที่ดินจัดสรร มีสิทธิถูกระงับก่อสร้าง-ทุบทิ้ง
ซื้อบ้านขายทอดตลาด
ขายบ้านอย่างไร....ไม่ต้องเสียภาษี
จะจัดการทรัพย์สินอย่างไร หลังบิดามารดาเสียชีวิต
พรบ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
ขับรถ 'ชนคนตาย' แบบไหนถึง 'รอดคุก'
เมื่อบ้านถูกเวนคืนจะทำอย่างไร
ภาษีธุรกิจเฉพาะ
บ้านจัดสรร รับประกันกี่ปี
กฎกระทรวง2548 กำหนดผู้ตรวจสอบอาคาร 9 ประเภท
เมื่อบ้านถูกเวนคืนจะทำอย่างไร
ค่าใช้จ่ายส่วนกลางกับนิติบุคคลบ้านจัดสรร
ผู้มีสิทธิรับมรดกกรณีไม่มีพินัยกรรม
คดีแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
กฎกระทรวงกำหนด ผู้ตรวจสอบอาคาร พ.ศ. 2548
ครม.อนุมัติมาตรการภาษีตุ้นการลงทุน
กฎหมายบุริมสิทธิ์...ผลประโยชน์ของผู้รับเหมาที่ (ถูก) มองข้าม
ข้อบัญญัติห้ามสร้างตึกสูงรอบวังสระปทุม
รัฐลุยเก็บภาษี "พื้นที่ว่างเปล่า"
ทำความรู้จัก...ศาลผู้บริโภค
อาคารร้างยอมให้ขออนุญาตใหม่ถึง 4 พ.ย. 2557

        สัญญาบัตรเครดิต สำคัญไฉน...?

หมวด : กฏหมายน่ารู้    
จำนวนคนอ่าน 2879    

สัญญาบัตรเครดิต สำคัญไฉน...?

รู้จักเรียนรู้เรื่องอายุความของบัตรพลาสติกเอาไว้ ถึงเป็นหนี้ก้อนโตก็อาจมีทางรอด

บัตรพลาสติกที่นิยมใช้ต่างเงินสดมักทำให้ระบบการเงินของเราผิดคิวได้เสมอ ผลแย่ที่สุดก็เมื่อเจ้าหนี้ออกบัตรจ่ายเงินแทนเราไปแล้วมาทวงถามพร้อมดอกเบี้ยบานเบอะ อับจนหนทางจนต้องไปว่ากันต่อที่ศาลอีก

สัญญาบัตรเครดิต
วิวรรณ เป็นหนี่งในหลายคนที่นิยมมีบัตรเครดิต โดยมีข้อตกลงกำหนดไว้ในสัญญาว่า ธนาคารที่ออกบัตรจะทดรองจ่ายเงินให้กับผู้ประกอบการที่รับบัตรเครดิต แล้วธนาคารจะหักเงินบัญชีเงินฝากของววรรณ โดยให้ถือว่ายอดหนี้ที่หักนั้นเป็นการเบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคาร ถ้าไม่มีเงินให้หักนัญชีก็ต้องิดดอกเบี้ยอย่างกู้ยืมเงินกัน

การใช้จ่ายผ่านบัตรของวิวรรณดูจะคล่องตัวจนทำให้เธอลืมทำให้เธอลืมตรวจยอดเงินในบัญชี ในที่สุดเธอก็มีหนี้สินรุงรังอยู่กับธนาคาร และแน่นอนที่ธนาคารตองออกโนติสทวงถาม แต่เมื่อวิวรรณหมุนเงินอย่างไรก็ไม่สามารถจ่ายหนี้ให้ได้ ธนาคารก็ได้ยื่นฟ้องวิวรรณเป็นดีที่ศาลแพ่งเรียกให้ชำระหนี้ทีมีทั้งต้น และดอกออกมาหลายแสนบาท

วิวรรณเห็นตัวเลขแล้วก็เนี้อเต้นด้วยความตกใจ ดีทีเธอพอตั้งสติได้ แถมมีลูกชายจบกฎหมาย จึงไม่ต้องเสียเงินค้างทนายจากที่อื่น

ลูกชายอ่านสัญญาแล้วก็เห็นว่าพอจะมีทางให้แม่ไม่ต้องรับผิดชอบได้ เพราะน่าจะขาดอายุความ ธนาคารมีสิทธิ ธนาคารไม่มีสิทธิมาฟ้องเป็นคดี เหตุผลสนับสนุนข้อต่อสู้ของวิวรรณก็คือการให้เครดิตของธนาคารแบบนี้เป็นเรื่องการออกเงินทดรองให้ โดยมีการเสียค่าสมาชิกรายปีเป็นค่าบริการ ถ้าไม่มีการค้างชำระก็ไม่มีการคิดดอกเบี้ย เมื่อเป็นหนี้เงินทดรองจ่ายอายุความก็จะมีแค่ 2 ปีเท่านั้น แต่ธนาคารมาฟ้องเป็นคดีหลังจากพ้น 2 ปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความขณะที่ธนาคารก็เถียงว่าถึงจะเกิน 2 ปีก็ยังฟ้องได้ เพราะในสัญญาตกลงกันไว้ว่าให้เป็นเรื่องกู้ยืมเงินจึงมีอายุความ 10 ปี

อายุความ
ฟังแต่ละฝ่ายว่ากันไปแล้วศาลก็สรุปความได้ว่าแต่ละฝ่ายมองคดีเป็นคนละเรื่องกัน โดยฝ่ายหนึ่งคือธนาคารมองว่าเป็นเรื่องหนี้เบิกเงินเกินบัญชีหรือหนี้เงินกู้ซึ่งกำหนดอายุความไว้ 10 ปี แต่อีกฝ่ายคือวิวรรณมองว่าเป็นหนี้เงินทดรองจ่ายซึ่งมีอายุความเพียง 2 ปี ดังนั้นสิ่งที่ศาลต้องพิจารณาคือการให้เครดิตของธนาคารโดยการหักเงินในบัญชีของวีวรรณนั้นถือเป็นหนี้ชนิดใด

จากการพิจารณาเอกสารและพยานทั้งสองฝ่าย ศาลก็อาศัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7144/2542 ตัดสินว่าแม้สัญญาการใช้บัตรเครดิตจะกำหนดให้ธนาคารหักบัญชีได้อย่างการเบิกเงินเกินบัญชี แต่ก็เป็นเพียงข้อตกลงว่าด้วยการชำระหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิต ซึ่งมีลักษณะให้ธนคารออกเงินทดรองจ่ายไปก่อน ไม่ใช่หนี้ที่เกิดจากการเบิกเงินเกินบัญชี อายุความจึงมีกำหนดไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์มาตรา 193/34(7)

เมื่อพิจารณาตามหลักฐานการใช้บัตรของวิวรรณปรากฏว่าเธอใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 ก็เท่ากับว่าหากวิวรรณไม่ชำระหนี้ธนาคารก็สมควรที่จะฟ้องภายใน 2 ปี คือถึงเดือนมิถุนายน 2537 แต่ธนาคารกลับมาฟ้องเมื่อเดือนมิถุนายน 2540 คดีจึงขาดอายุความแล้ว พิพากษายกฟ้องไป

แฟนคลับบัตรเครดิต
จากคดีข้างต้นจะเห็นว่าการมีบัตรเครดิตพกติดตัวไว้ใช้โดยให้ธนาคารหักบัญชีเงินฝากนั้นก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่บ้าง และเป็นข้อเถียงได้หลายอย่าง ไม่เพียงวิวรรณที่เจอปัญหา จิตนาก็ไม่น้อยหน้ามีเรื่องให้เป็นปัญหาต้องทะเลาะกับธนาคารเช่นกัน

เรื่องมีอยู่ว่าจิตนากรอกใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิตที่ระบุเอาไว้ว่าเมื่อมีการเรียกเก็บเงินเพื่อชำระหนี้บัตรเครดิต จินตนาผู้ถือบัตรยอมให้ธนาคารหักเงินจากบัญชีออมทรัพย์บัญชีเงินฝากประจำ บัญชีเงินฝากกระแสรายวัน หรือบัญชีอื่นใดที่มีไว้กับธนาคารได้ และมีช่องหนึ่งเว้นว่างเอาไว้ให้จิตนากรอกว่าจะชำระหนี้จากบัญชีอะไร ซึ่งเธอก็เลือกให้หักจากบัญชีออมทรัพย์ กรอกแล้วธนาคารตรวจหลักฐานเสร็จสรรพเธอก็ได้บัตรเครดิตมาใช้สมดั่งจินตนา

ถูกตัดจนหมดตัว
ได้มาใช้แล้วจินตนาก็ทำท่าจะมีปัญหา ซึ่งปัญหาของจินตนาก็คือ เธอไมพอใจระบบการหักบัญชีเงินแบบเอาแต่ได้ของธนาคาร หักบัญชีออมทรัพย์จนไม่มีเงินจะหักแล้ว ธนาคารก็หันไปหักบัญชีอื่นต่อไปจนเธอหมดตัว ทำให้จิตนาหงุดหงิด พาลไม่จ่ายเงินที่เหลื่ออยู่ ฝ่ายธนาคารก็ทนนิ่งเฉยไม่ได้จึงไปฟ้องต่อศาลบังคับให้จิตนาจ่ายหนี้ที่ค้างชำระ โดยก่อนฟ้องก็รอบคอบพอที่จะนับนิ้วให้อยู่ในระยะเวลา 2 ปี เพื่อหนีข้อโต้เถียงเรื่องอายุความเสียก่อน ดูซิว่าจิตนาจะเถียงอะไรได้

คนอย่างจินตนากล้าเสียหน้าแต่ไม่ยอมเสียเงิน ตอนแรกเธอเหมือนจะไม่มีข้อต่อสู้ แต่จิตนาก็ยังอุตสาห์เอาเรื่องอุความมาอ้างจนได้ โดยอกว่าแม้เธอจะยอมให้ธนาคารหักเงินได้หลายบัญชี แต่ในใบสมัครก็มีช่องที่เธอระบุเอาไว้ให้หักได้จากบัญชีออมทรัพย์ ดังนั้นการที่ธนาคารหักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำและกรแสรายวันด้วยเป็นการทำผิดข้อตกลงในสัญญา และจะมานับว่าเธอจ่ายหนี้ส่วนที่ตัดจากบัญชีอื่น ๆ นั้นไม่ได้ดังนั้นเวลานับอายุความ 2 ปี ก็ต้องนับจากวันที่เธอถูกหักบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เท่านั้น ซึ่งก็เกินกำหนดแล้ว คดีจึงขาดอายุความ ไม่ใช่นับจากวันที่ธนาคารหักเงินจากบัญชีอื่น ซึ่งธนาคารไม่มีสิทธิ

ฝ่ายธนาคารก็กลุ้มใจที่อ่านภาษาไทยไม่เข้าใจกัน จึงนำสืบต่อศาลว่าข้อความในใบสมัครซึ่งจิตนาก็ยอมร่ามีการระบุไว้ให้หักบัญชีได้สารพัด เมื่อธนาคารหักตามนั้นก็เป็นอันถูกต้องแล้ว จะมาอ้างช่องอื่นในใบสมัครได้อย่างไร และเมื่อนับการหักครั้งสุดท้ายจนถึงวันฟ้องแล้วก็ยงอยู่ในระยะเวลา 2 ปี ธนาคารจึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาล

เมื่อแต่ละฝ่ายยืนยันว่าตัวเองถูกต้องศาลก็เห็นว่าน่าจะนำเรื่องของการหักบัญชีมาชี้หู่กรณีเห็นและเข้าใจเสียก่อน โดยวินิจฉัยว่าแม้ในใบสมัครจะมีข้อตกลงระบุว่าธนาคารจะหักจากบัญชีทุกชนิดที่ผู้ถือบัตรมีอยู่กับธนาคาร แต่ในแบบฟอร์มเดียวกันก็มีช่องให้ผู้สมัครข้อความระบุว่าจะชำระโดยการหักบัญชีใด ซึ่งจิตนาก็ใส่ไว้ชัดเจนว่าบัญชีออมทรัพย์

เท่ากับว่าธนาคารมีสิทธิหักเงินได้จากบัญชีออมทรัพย์ตามที่จิตนาระบุไว้ก่อน การที่ธนาคารหักเงินจากบัญชีโดยจิตนาไม่ได้ยินยอมจึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ดังนั้นเมื่อธนาคารหักเงินจากบัญชีออมทรัพย์ครั้งสุดท้าย นับมาจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกิน 2 ปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความอาศัยแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 1373/2545 จึงพิพากษายกฟ้อง

หนทางชะลอหนี้
เพราะมาดดีดูมีเครดิต วัฒนาจังมีทั้งบัตรเครดิตวีซ่าและมาสเตอร์การ์ด ของธนาคารต่างชาติชื่อดังถึง 2 ใบ เขามีความสุขกับการรูดบัตรโน้นทีบัตรนี้ทีมาปีกว่าก็เริ่มจะมีปัญหาด้านการเงิน

ความที่เป็นคนมือเตอบทำให้ขารูดบัตรเพลินจนเงินสดในบัญชีไม่พอจ่ายทำให้ธนาคารต้องออกหนังสือทวงถามและติดตามชนิดกัดไม่ปล่อยอันเป็นเอกลักษณ์ของธนาคารนี้แต่วัฒนายังเล่นบทดื้อเงียบไม่เลิก ธนาคารจึงออกหนังสือขั้นเด็ดขาดว่าจะฟ้องต่อศาลให้รู้กันไป ความดื้อดึงของวัฒนาจึงอ่อนล้าลง และปรับตัวใหม่โดยการนำเงินไปจ่ายให้แต่ไม่ทั้งหมด

ความเหนียวหนี้ของเขาเกิดจากความไม่มีเงินด้วย ในที่สุดบัตรทั้ง 2 ใบของวัฒนาก็ถูกยกเลิก แต่หนี้ที่ค้างก็ยังคงค้างอยู่อย่างนั้น เพราะถึงจะมีการจ่ายไปบ้างแล้วก็ยังจ่ายไม่หมดอยู่ดี วัฒนาจึงหนีไม่พ้นที่ต้องตกเป็นจำเลยในดีด และยอดหนี้ก็สูงเป็นแสนทีเดียว

ข้ออ้างข้อเถียง
โจทก์คือธนาคารบรรยายในคำฟ้องให้เห็นความเป็นมาว่าวัฒนาใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตครั้งสุดท้ายในวันที่ 20 กรกฎาคม 2540 สำหรับบัตรวีซ่า และ 11 กรกฎาคม สำหรับบัตรมาสเตอร์การ์ด ซึ่งตามกำหนดที่ตกลงกันไว้นั้นวัฒนาต้องจ่ายเงินยอดหนี้ให้กับธนาคารในวันที่ 12 กันยายน และ 12 สิงหาคม ปีเดียวกันตามลำดับ แต่เมื่อถึงกำหนดแล้วต้องทวงถามกันวันละ 3 เวลาหลังอาหาร ผลคือวัฒนายอมจ่าบาง่วนโดยจ่ายมาถึงเดือนธันวาคม จากนั้นก็เล่นบทเฉยเมยอีก โจทก์ก็สุดจะทนจึงมาฟ้องเป็นคดี

คนลื่นไหลอย่างวัฒนาก็แก้ต่างว่า แม้จะติดหนี้ตามฟ้องจริง แต่ธนาคารก็มาฟ้องเอาวันที่ 20 มาราม 2543 คดีขาดอายุความแล้ว เพราะตามกฎหมายนั้นจะเรียกหนี้คืนได้ภายใน 2 ปี นับแต่วันค้างชำระ ซึ่งเขาก็จ่ายให้ถึงเดือนธันวาคม 2540 ดังนั้นถ้าจะฟ้องก็ควรฟ้องภายในเดือนธันวาคม 2542 ไม่ใช่มาฟ้องเอามกราคม 2543 ซึ่งถือว่าขาดอายุความแล้ว

นับกันตอนไหน
เมื่อจำเลยเถียงได้ โจทก์อย่างธนาคารก็แย้ได้เหมือนกันว่า แม้วัฒนายอมจ่ายหนี้บางส่วนมาถึงเดือนธันวาคมแต่วัฒนาก็ยังมีหนี้ที่เหลือค้างอยู่เช่นกัน ซึ่งธนาคารก็อุตส่าห์ยอมผ่อนผันให้ โดยกำหนดเวลาให้จำเยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายคือ วันที่ 14 พฤษภาคม 2541 แต่เมื่อถึงเวลาแล้วจำเลยก็ยังไม่ยอมจ่าย

ดังนั้นถ้าจะนับอายุความตามตำราว่า 2 ปี ก็ต้องนับตั้งแต่วันที่ธนาคารกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายคือวันที่ 14 พฤษภาคม 2541 แต่เมื่อถึงเวลาแล้วจำเลยก็ยังไม่ยอมจ่าย

ดังนั้นถ้าจะนับอายุความตามตำราว่า 2 ปี ก็ต้องนับแต่วันที่ธนาคารกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายคือวันที่ 14 พฤษภาคม 2543 นั้นยังไม่ทันจะครบ 2 ปีเลย จะถือว่าขาดอายุความได้อย่างไร

อย่างไรก็ดี เมื่อศาลพิจารณาถึงกำหนดเวลาที่ต่างฝ่ายมาอ้างกันแล้ว ก็อาศัยแนวคำพิพากษาองศาลฎีกาที่ 1124/2545 วินิจฉัยว่า แม้วัฒนาผิดนัดชำระหนีที่ถึงกำหนดในเดือนกันยายนและเดือนสิงหาคม แต่เขาก็ได้ขำระหนี้บางส่วนในเวลาต่อมา ถือว่าได้มีการรับสภาพหนี้กันแล้ว ในวันที่ชำระในเดือนธันวาคม ก็ต้องนับอายุความ 2 ปี นับจาเดือนธันวาคมมาถึงวันฟ้อง ซึ่งก็ปรากฏว่าเกิน 2 ปีแล้ว คดีนี้จึงขาดอายุความ จะนับตามเวลาที่ธนาคารออกหนังสือทวงถามกำหนดไม่ได้ จึงพิพากษายกฟ้องของธนาคารผู้เป็นโจทก์ไป

ข้อวิเคราะห์เกี่ยวกับคดี
มีบัตรเครดิตเหมือนมีดาบสองคม ทางหนึ่งหมุนเงินเป็นก็มีแต่ได้ หมุนไม่เป็นก็ต้องเสี่ยงต่อการมีหนี้สินบานเบอะการจะถือบัตรเครดิตสักใบก็ต้องใคร่ครวญศึกษาถึงผลดีผลเสียตลอดจนทางหนีทางถอยให้รอบคอบก่อน

การเป็นสมาชิกบัตรเครดิตนั้น ศาลถือว่าเป็นการออกเงินทดรองให้สมาชิกไป โดยเสียค่าบริการตามกฎหมายมีอายุความ 2 ปี แต่ที่เป็นคดีเพราะมีส่วนที่ตกลงกันให้หักบัญชีได้ ทำให้มีเรื่องการกู้ยืมเงินซึ่งมีอายุความภายใน 10 ปี เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้เจ้าหนี้อย่างธนาคารเข้าใจในประเภทการประกอบการ ไม่ถูกต้องจนต้องสูญหนี้ไปในที่สุด อย่างกรณีขอวิวรรณเป็นอุทาหรณ์

นอกจากเรื่องอายุความ 2 ปีแล้ว ยังมีปัญหาว่าจะนับเวลาอย่างไร จินตนานำเรื่องการหักบัญชีเข้ามาเป็นตัวกำหนดเวลา เพราะรามกฎหมายถือว่าการที่จำเลยชำระหนี้ให้บางส่วนถือว่าจำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้อยู่จริงระยะเวลา 2 ปี จงนับแต่วันที่มีการรับสภาพหนี้ แต่พอดีธนาคารหักบัญชีหลายัญชีของจิตนาโดยอ้างข้อตกลงในใบสมัครว่าทำได้ ศาลเห็นว่าแม้จะเขียนคลุมเอาไว้ให้หักได้ ก็ต้องถือตามที่สมาชิกรุไว้อย่างชัดเจนเท่านั้น นับแล้วจึงขาดอายุความไป

ไม่เหมือนวัฒนาที่ธนาคารอ้างระยะเวลาโดยนับจากวันที่กำหนดให้ชำระหนี้เพราะมีการทวงถามกันข้ามปี ซึ่งถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะไม่ว่าจะทวงกันอย่างไรก็ให้ดูว่าลูกหนี้ผิดนัดคือชำระกันครั้งสุดท้ายเมื่อใดแล้วก็ให้นับระยะเวลา 2 ปี ตั้งแต่ตรงนั้น ไม่ใช่นับจากวันที่กำหนดไว้ในหนังสือทวงถาม