บอกต่อเพื่อน เก็บบันทึก ตั้งเป็นหน้าแรก
| หน้าแรก | สาระ |

รายชื่อหมวด

  ทั่วไป
  ออกแบบบ้าน
  ขั้นตอนการปลูกสร้างบ้าน
  ก่อนจะซื้อบ้าน
  ตกแต่งบ้าน
  ดูแลรักษาบ้าน
  ลดค่าใช้จ่ายในบ้าน
  ออกแบบจัดสวน
  การขายบ้านหลังเก่า
  การย้ายบ้าน
  กฏหมายน่ารู้
  สินค้าราคาพิเศษ



    หมวด
กฏหมายน่ารู้
หัวข้อสาระ


ให้แต่ตึกแต่ไม่ให้ที่ดิน
ข้อกฎหมายสำหรับอาคารพาณิชย์
ภาษีเงินได้บุคคล (อัตราภาษีก้าวหน้า)
ภาษีธุรกิจเฉพาะ (รวมภาษีท้องถิ่น)
ค่าจดจำนองที่ดิน
ค่าธรรมเนียมการโอน
ค่าอากร
ภาษีธุรกิจเฉพาะ (รวมภาษีท้องถิ่น)
หลักเกณฑ์ที่บริษัทประกันภัยใช้ในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
กฎกระทรวงว่าด้วยเรื่องการตรวจสอบอาคาร
ข้อคำแนะนำเกี่ยวกับการสร้างสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง
การขออนุญาติซื้อปืน
การตีความกฏหมายไทย
การรับรู้รายได้สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ภาษีโรงเรือน
ต่อเติมบ้านอย่างไรให้ถูกกฎหมาย
กฎหมายใหม่ ระยะร่นอาคาร ตึกแถว ทาวน์เฮาส์ และบ้านแฝด
"สิทธิหน้าที่ของลูกจ้าง"
"สิทธิหน้าที่ของนายจ้าง"
แก้กม.ที่ดินให้ต่างชาติซื้อกรรมสิทธิ์ที่ดินได้
ย้อนปมต่างชาติฮุบที่ดิน จาก
'สมุดปกขาว'ชี้ซื้อขายหุ้นชินฯผิดกฏหมาย
กฏหมาย บ้านแถว ห้องแถว ตึกแถว ทาวน์เฮาส์ บ้านแฝด...
กรมที่ดิน รื้อกฎหมายจัดสรร12ประเด็น
สัญญาบัตรเครดิต สำคัญไฉน...?
สิทธิผู้ป่วย 10 ประการ
ซื้อบ้าน ต้องเตรียมเงินมากกว่าราคาบ้าน
ประกันคืออะไร ?
คำแนะนำในการไปติดต่อสถานีตำรวจ
สิทธิและหน้าที่ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ
กันสาดหรือระเบียง
เมาสุรา-ตรวจเลือด
อำนาจหน้าที่ อำนาจและหน้าที่ หรือหน้าที่และอำนาจ
คำแนะนำเมื่อท่านถูกหลอกลวง หรือถูกโกง
การบริหารหมู่บ้านตามกฎหมายจัดสรรใหม่
ค่าปรับผู้ไม่มี พ.ร.บ.?
จ่ายเช็คไม่มีเงิน มีสิทธิติดคุก
อาคารที่สร้างเพื่อใช้เป็น อาคารจอดรถ ห้ามเปลี่ยนแปลง!
ลิฟต์ที่คุณใช้อยู่ปลอดภัยแค่ไหน ??
กฎกระทรวง "การกำจัดน้ำเสียและขยะออกจากอาคาร"
ต่อเติมบ้านแบบไหนไม่ต้องขออนุญาต
สิ่งก่อสร้างที่ไม่ต้องนำแบบไปขอนุญาตปลูกสร้าง
ใบอนุญาตปลูกสร้างต้องรอนานแค่ไหน?
เปลี่ยนแปลงแต่ไม่ได้ดัดแปลงอาคาร?
กรรมสิทธิ์ ไม่ใช่ สิทธิ์
ถมที่ด้วยขยะได้มั๊ย?? ถูกกว่าตั้งเยอะ
ความสูงอาคารวัดกันยังไง
ถนนเส้นใหญ่หรือเส้นเล็กตาม พรบ. จัดสรรที่ดิน
ประเภทอาคารกับขนาดของที่ดินตาม พรบ.จัดสรรที่ดิน
ลักษณะอาคารจอดรถตามกฎหมาย
อัตราค่าจ้างขั้นต่ำฉบับใหม่
หมัดน็อคเจ้าหนี้นอกระบบ
โดนดอกเบี้ยโหดควรทำอย่างไร
คิดดอกเบี้ยพ่วงค่าธรรมเนียม ทำได้หรือไม่
ข้อควรรู้ กรณีว่างงาน
ตัวอย่าง) คดีหนี้บัตรเครดิต
พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543
หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดการสาธารณูปโภค
เงินล่วงหน้า เงินประกันสัญญา เงินประกันผลงาน ?
ความรู้ทั่วไปด้านลิขสิทธิ์
เมื่อบ้านถูกเวนคืนจะทำอย่างไร
เจ้าที่ดินเสียชีวิตโดยที่ยังไม่ได้โอนให้ลูก
การโอนลอยที่ดิน
กฎหมาย.. หมิ่นประมาท/ดูหมิ่น
รู้ทันกฎหมาย : แยกสินสมรส
พ.ร.บ.ต่างด้าวกับตลาดอสังหาริมทรัพย์
สิทธิของคนซื้อบ้าน
ภาษีและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายที่ดิน
คนต่างด้าวกับการถือครองที่ดินในไทยทำได้หรือไม่
รู้ทันกฎหมาย : สัญญายอม
ที่ดินได้รับภาระจำยอม ถ้าไม่ใช้ประโยชน์เลย จะหมดอายุหรือไม่
ผู้ซื้อจะได้อะไรจากกฎหมายจัดสรรใหม่
การบริหารหมู่บ้านตามกฎหมายจัดสรรใหม่
เมื่อถูกยึดทรัพย์ต้องทำอย่าไร
การครอบครองปรปักษ์-วัดสวนแก้ว
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550
ค่ารักษาพยาบาลพนักงานเป็นรายจ่ายได้หรือไม่
ก่อสร้าง'หอพัก'ในที่ดินจัดสรร มีสิทธิถูกระงับก่อสร้าง-ทุบทิ้ง
ซื้อบ้านขายทอดตลาด
ขายบ้านอย่างไร....ไม่ต้องเสียภาษี
จะจัดการทรัพย์สินอย่างไร หลังบิดามารดาเสียชีวิต
พรบ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540
ขับรถ 'ชนคนตาย' แบบไหนถึง 'รอดคุก'
เมื่อบ้านถูกเวนคืนจะทำอย่างไร
ภาษีธุรกิจเฉพาะ
บ้านจัดสรร รับประกันกี่ปี
กฎกระทรวง2548 กำหนดผู้ตรวจสอบอาคาร 9 ประเภท
เมื่อบ้านถูกเวนคืนจะทำอย่างไร
ค่าใช้จ่ายส่วนกลางกับนิติบุคคลบ้านจัดสรร
ผู้มีสิทธิรับมรดกกรณีไม่มีพินัยกรรม
คดีแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
กฎกระทรวงกำหนด ผู้ตรวจสอบอาคาร พ.ศ. 2548
ครม.อนุมัติมาตรการภาษีตุ้นการลงทุน
กฎหมายบุริมสิทธิ์...ผลประโยชน์ของผู้รับเหมาที่ (ถูก) มองข้าม
ข้อบัญญัติห้ามสร้างตึกสูงรอบวังสระปทุม
รัฐลุยเก็บภาษี "พื้นที่ว่างเปล่า"
ทำความรู้จัก...ศาลผู้บริโภค
อาคารร้างยอมให้ขออนุญาตใหม่ถึง 4 พ.ย. 2557

        การตีความกฏหมายไทย

หมวด : กฏหมายน่ารู้    
จำนวนคนอ่าน 5323    

การตีความกฏหมายไทย
โดย มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ 
ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอาญา

ปัญหาเรื่องการตีความกฎหมาย เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการบังคับใช้กฎหมาย  หากตีความไม่ถูกต้องตามความมุ่งหมาย หรือ เจตนารมณ์ของกฎหมาย ก็จะพาให้การบังคับใช้กฎหมายเกิดผลในทางตรงกันข้าม   คดีความที่ควรชนะกลับเป็นแพ้  ที่ควรแพ้กลับเป็นชนะ  ผู้ที่ไม่มีอำนาจเข้าใจว่าตนมีอำนาจแล้วใช้อำนาจนั้นเป็นเหตุให้กระทบกระเทือนสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น  ผู้ที่มีหน้าที่ไม่ทราบว่าตนมีหน้าที่   ซึ่งอาจเกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติ หรือ แก่ตัวบุคคลได้อย่างมากมาย   

 

ในส่วนความเสียหายแก่ประเทศชาติ  ในยุคโลกาภิวัตน์  ซึ่งเป็นยุคที่ประชาคมโลกไม่ว่าจะอยู่ ณ จุดใด สามารถรับรู้   สัมพันธ์  หรือรับผลกระทบจากสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง  อันเนื่องมาจากการพัฒนาระบบสารสนเทศ  หรือระบบการแสดงชี้แจงข่าวสารข้อมูลต่างๆ     อาจมีผลทำให้คณะรัฐมนตรี  หรือ รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง ต้องพ้นจากตำแหน่ง     การบริหารราชการแผ่นดินเกิดความขัดข้องติดขัด ไม่สามารถดำเนินกิจการงานต่างๆให้เกิดประโยชน์แก่รัฐ หรือ ประชาชนได้โดยรวดเร็วทันต่อสถานการณ์บ้านเมือง     ไม่สามารถเปิดประชุมวุฒิสภา     หรือสภาผู้แทนราษฎรได้   ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้    เพราะการจัดการเลือกตั้งยังไม่เสร็จสิ้น.  

นอกจากนี้หากตีความให้องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มิใช่ศาลมีอำนาจตุลาการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในกรณีที่มีการกล่าวหาว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งกระทำผิดกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งได้หลายครั้ง โดยไม่ได้ดำเนินการให้มีการดำเนินคดีในศาลตาม มาตรา ๓๒๗ () แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐   รัฐอาจต้องเสียงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งก็ถือว่าเป็นเงินของปวงชนชาวไทยนั้นเองโดยไม่จำเป็นอีกด้วย   เพราะเรื่องการเลือกตั้งที่มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม  กับเรื่องการกระทำผิด หรือกระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ ของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นคนละเรื่องกันสามารถแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจน.

 

สำหรับ ความเสียหายส่วนบุคคล  อาจมีผลถึงกับ    ต้องสิ้นชีวิต,       สิ้นอิสรภาพ,    เสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศ,    สิ้นอำนาจ,    สิ้นสิทธิต่างๆที่จะพึงมีพึงได้ตามกฎหมาย,     สูญเสียตำแหน่ง,    สูญเสียทรัพย์สิน,    หรือ ต้องตกเป็นบุคคลล้มละลาย    ทั้งที่ความจริงไม่ควรจะได้รับผลเช่นนั้น   และถ้าเป็นเช่นนั้นกฎหมายจะกลายเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม และทำให้เกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองเสียเอง   ดังนั้น   จึงต้องทำความเข้าใจเรื่องการตีความให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดว่า     การตีความคืออะไร   มีหลักเกณฑ์อย่างไร  และมีวิธีการอย่างไร.

 

ผู้เขียนเห็นว่า   การที่เราจะทำการงานเกี่ยวกับสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม  เราควรจะต้องทราบว่าสิ่งนั้นคืออะไร   ยิ่งทราบละเอียดลึกซึ้งเท่าใดยิ่งมีประโยชน์ในการงานนั้นๆมากเท่านั้น   เมื่อเราจะตีความกฎหมาย  เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องทราบว่า   กฎหมายคืออะไร  

 

การตอบคำถามนี้ผู้เขียนไม่ได้คิดขึ้นเอง และไม่ได้เอามาจากคำสอนของอาจารย์สอนกฎหมายคนใด   แต่ได้ค้นพบจากหนังสือตำราที่ถือได้ว่าเป็นหนังสือที่ทางราชการกำหนดให้ใช้อ้างอิงได้  และได้ออกประกาศให้บรรดาหน่วยงานราชการทุกกระทรวงทบวงกรม และการศึกษาเล่าเรียนทางโรงเรียนโรงเรียนถือปฏิบัติ ได้แก่   หนังสือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๒๕   ซึ่งเป็นหนังสือที่ราชบัณฑิตยสถานได้จัดทำไว้ตามคำสั่งของรัฐบาล    ทั้งนี้ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี  เรื่องระเบียบการใช้ตัวสะกด   ฉบับลงวันที่  ๒๒  เมษายน  ๒๕๒๖  หนังสือดังกล่าวกำหนดคำนิยามความหมายของคำว่า  กฎหมายไว้ว่า

 

“กฎหมาย”  (กฎ)  .  บทบัญญัติซึ่งผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศได้ตราขึ้นไว้เพื่อใช้ในการบริหารบ้านเมือง  และบังคับบุคคลในความสัมพันธ์ระหว่างกัน   ผู้ใดฝ่าฝืนต้องได้รับโทษ   หรือต้องถูกบังคับให้ปฏิบัติตาม  (ฉบับพิมพ์ครั้งที่๑)

 

ตามคำนิยามดังกล่าวถ้าเราหยิบยกเอาถ้อยคำแต่ละคำขึ้นมาพิจารณาจะเห็นว่า   ราชบัณฑิตได้ให้คำนิยามคำว่า  “กฎหมาย” ไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วนทุกแง่มุม   ซึ่งผู้เขียนจะหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงไว้พอเป็นสังเขปเพื่อประโยชน์ในการที่จะนำมาพิจารณาเกี่ยวกับการตีความ กฎหมายต่อไป.

 

.  กฎหมายเป็นบทบัญญัติ   

“บทบัญญัติ”  หมายความว่า    (กฎ)  .  ข้อความที่กำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในกฎหมาย. 

         จากคำนิยามดังกล่าวทำให้เราได้ความรู้ต่อไปอีกว่า   กฎหมายของประเทศไทยเรานั้นต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร  คือต้องทำเป็นตัวหนังสือ.

 

. ผู้ที่มีอำนาจตรากฎหมายจะต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศเท่านั้น.

เนื่องจากประเทศไทยในอดีตมีการปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อันเป็นระบอบการปกครองซึ่งพระมหากษัตริย์มีอำนาจสิทธิขาดในการบริหารประเทศ  อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว  พระราชโองการ   หรือพระบรมราชโองการ เป็นคำศักดิสิทธิ์มาจากพระดำรัสสั่งของพระมหากษัตริย์ ถือเป็นกฎหมาย และยังมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมาย    

ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข   มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับแรกเมื่อ  ..  ๒๔๗๕   หลังจากนั้นได้มีการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินโดยคณะบุคคลที่เรียกชื่อต่างๆกันอีกหลายครั้ง   เช่น   คณะปฏิวัติ     คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน    คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ   เป็นต้น    คณะบุคคลเหล่านี้เมื่อยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินได้แล้ว  ได้ประกาศยกเลิก รัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่ในเวลานั้น แล้วออกประกาศคำสั่งของคณะบุคคลที่เรียกชื่อต่างๆเหล่านั้นออกมาใช้บังคับเป็นกฎหมาย   และมีการยอมรับกันเป็นกฎหมายจนบัดนี้ยังคงใช้เป็นกฎหมายอยู่   ทั้งรัฐบาล   และศาลก็ยังถือว่าเป็นกฎหมายและบังคับบัญชาให้    เช่น   ประกาศของคณะปฏิวัติ  ฉบับที่  ๑๑  ลงวันที่  ๒๑  พฤศจิกายน  ๒๕๑๔  เรื่องแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา ๓๔๐  เป็นต้น     ที่มาของกฎหมายไทยจึงไม่เหมือนกับประเทศอื่น   ซึ่งผู้เขียนได้รวบรวมผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศที่มีอำนาจตรากฎหมายได้    สถาบันได้แก่

.  พระมหากษัตริย์.  หรือพระเจ้าแผ่นดิน   หมายถึงผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน  พระบรมราชโองการมีผลเป็นกฎหมาย.

.  คณะรัฐประหาร    คณะปฏิวัติ    หรือคณะบุคคลที่เรียกชื่อย่างอื่น.  คณะบุคคลดังกล่าวคือคณะบุคลที่ใช้กำลังยึดอำนาจการปกครองและเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ประกาศของคณะปฏิวัติมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย  (เริ่มมีการปฏิวัติหรือรัฐประหารครั้งแรกเมื่อ พ.. ๒๔๗๕)  ประกาศของคณะปฏิวัติหลายฉบับยังมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายอยู่ในปัจจุบันนี้.

.  สภาผู้แทนราษฎร. ( ปี พ.. ๒๔๗๕  มีสภาผู้แทนราษฎรสภาเดียวยังไม่มี วุฒิสภา)

.  รัฐสภา. (รัฐธรรมนูญฯ  มาตรา ๙๒)

.  สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้มีสภานิติบัญญัติสภาเดียว   (ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรพุทธศักราช ๒๕๓๔  กำหนดให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ)

.  คณะรัฐมนตรี.  (รัฐธรรมนูญฯ  มาตรา ๒๑๘   ให้อำนาจคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร  ตราพระราชกำหนดใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติ)

 

ถ้าเราสังเกตให้ดีจะพบว่าโดยสรุปกฎหมายคือ  

.   กฎหมายเป็นกติกาของสังคม ที่มีข้อความเป็นการกำหนดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในเรื่องที่เกี่ยวกับ สถานภาพ   อำนาจ   สิทธิ         หน้าที่       ความรับผิด    และ ความรับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ ตามกฎหมายของบุคคล.        

 

.  กฎหมายแบ่งออกได้เป็น    ประเภทคือ

()  กฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน (กฎหมายปกครอง)

()กฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อบังคับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (กฎหมายเอกชน)   (ไม่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน)

 

() กฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน (กฎหมายปกครอง)

การบริหารงานทุกประเภทจะต้องมีการสั่งการ   การติดตามผลงาน    การควบคุมดูแล     ซึ่งจะต้องใช้อำนาจบังคับบัญชาเพื่อให้การงานบรรลุผล    กฎหมายที่ใช้ในการบริหารจัดการจึงต้องให้อำนาจแก่ผู้มีหน้าที่บริหาร    กฎหมายประเภทนี้จึงแบ่งบุคลออกเป็นสองฝ่ายคือ

ก.       .       ฝ่ายที่เป็นผู้บริหาร หรือผู้ปกครอง 

ข.       .       ฝ่ายที่เป็นสามัญชน (ฝ่ายที่ถูกบริหาร หรือถูกปกครอง)   

 

.  ฝ่ายที่เป็นผู้บริหาร    กฎหมายปกครองจะกำหนดให้ผู้บริหารมีอำนาจบริหาร   โดยกฎหมายปกครองจะมีองค์ประกอบที่สำคัญ    ข้อ คือ 

()  สถาบัน คือสิ่งซึ่งทางราชการ  หรือสังคมจัดตั้งให้มีขึ้นเพราะเห็นประโยชน์ว่ามีความต้องการ และจำเป็นแก่วิถีชีวิตของคนในสังคม           สถาบันในที่นี้หมายความถึงสถาบัน หรือองค์กรซึ่งใช้เป็นสถานที่ทำงานของบุคคลที่มาทำหน้าที่บริหาร  เช่น  กระทรวงมหาดไทย

()  ตำแหน่ง    หมายความถึง ฐานะ หรือหน้าที่การงานของบุคคล     ในที่นี้หมายความถึงหน้าที่การงานของบุคคลที่ทำงานในสถาบันนั้นๆ   เช่น  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

() อำนาจ  หมายความถึงอิทธิพลที่จะบังคับให้บุคคลอื่นต้องยอมทำตามไม่ว่าจะสมัครใจหรือไม่ก็ตาม   อำนาจในที่นี้หมายถึงอำนาจโดยรวมของสถาบัน  และอำนาจประจำตำแหน่งหน้าที่การงานต่างๆ     (อำนาจเป็นเรื่องที่กฎหมายบัญญัติให้มีอำนาจไว้โดยชัดแจ้ง)

()  หน้าที่   หมายความว่า   กิจที่จะต้องทำ      กิจที่ควรทำ    วงแห่งกิจการ   ในที่นี้หมายความถึงหน้าที่ของบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งแต่ละตำแหน่ง   เช่นตำรวจมีหน้าที่จับกุม  ปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย     พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๕  บัญญัติให้ประธานศาลฎีกามีหน้าที่วางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลยุติธรรม  เพื่อให้กิจการของศาลยุติธรรมดำเนินไปโดยเรียบร้อยและเป็นระเบียบเดียวกัน    (กฎหมายจะต้องบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง)

()  ความรับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่    รับผิดชอบหมายถึง  ยอมตามผลที่ดีหรือไม่ดีในกิจการที่ได้กระทำไป  คือทำดีก็ได้รับความดีความชอบได้รับเงินเดือนเพิ่ม  ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์  ทำไม่ดีหรือทำไม่ชอบอาจได้รับโทษทางวินัย  หรือโทษทางอาญาตามกฎหมายอาญา   (กฎหมายทุกฉบับจะระบุไว้ว่าผู้มีตำแหน่งหน้าที่จะต้องรับผิดชอบในหน้าที่    เช่น  พระธรรมนูญศาลยุติธรรม  มาตรา ๑๑  กำหนดให้ประธานศาลฎีกาต้องรับผิดชอบในงานของศาลฎีกาให้เป็นไปโดยเรียบร้อย)

 

.  ฝ่ายที่เป็นสามัญชน    กฎหมายจะกำหนดให้สามัญชนมีแต่สิทธิ  หน้าที่ และ ความรับผิดตามกฎหมาย     ไม่ได้บัญญัติสามัญชน  หรือบุคคลธรรมดามีอำนาจบังคับบัญชา  หรือบังคับบุคคลอื่น ให้จำต้องกระทำตามที่ตนต้องการ   หากต้องการจะบังคับจะต้องไปดำเนินการขอให้ผู้มีอำนาจบังคับให้      ความเป็นสามัญชนมีองค์ประกอบ    ข้อ คือ

.  สถานภาพ    คือฐานะความเป็นอยู่ของบุคคลในสังคม   เช่น   ทารกในครรภ์มารดา    ผู้เยาว์    สามี    ภรรยา   ผู้ไร้ความสามารถ    ผู้เสมือนไร้ความสามารถ   คนสาบสูญ  

.  สิทธิ     ความสามารถในการที่จะกระทำการใดๆได้อย่างอิสระโดยมีกฎหมายรับรอง  โดยไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น

สิทธิของบุคคลมีหลายสิทธิ  ได้แก่  สิทธิ์ในชีวิตร่างกาย    สิทธิ์ในชื่อเสียเกียรติยศ    สิทธิในทรัพย์   และสิทธิ์อื่นๆตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด   (รัฐธรรมนูญ หมวด ๓   มาตรา ๒๖-๖๕)  

.  หน้าที่    กิจที่จะต้องทำ    กิจที่ควรทำ    (รัฐธรรมนูญฯ  หมวด    มาตรา  ๖๖–๗๐)

             

.  ความรับผิดตามกฎหมาย    ความมีหน้าที่ผูกพันตามกฎหมายที่จะต้องชำระหนี้   หรือกระทำการ   หรืองดเว้นกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง

 

() กฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อบังคับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล  (กฎหมายเอกชน) (ไม่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน)

กฎหมายที่ใช้บังคับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล   จะกำหนดระเบียบความสัมพันธ์ของบุคคล  เกี่ยวกับสถานภาพของบุคคล    สิทธิของบุคคล    หน้าที่ของบุคคล     ความรับผิดตามกฎหมายของบุคคล    ได้แก่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์  และกฎหมายอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน  (ดูเรื่ององค์ประกอบของสามัญชน)

 

.  กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ.

การบังคับ   คือการใช้อำนาจสั่งให้ทำหรือให้ปฏิบัติ   หากไม่ปฏิบัติตามจะต้องถูกลงโทษ  (กฎหมายอาญา)   หรืออาจถูกบังคับให้ปฏิบัติตาม  (การบังคับคดีทางแพ่ง)  

 

กฎหมายที่ประกาศใช้บังคับจะต้องมีข้อกำหนดสองส่วนคือ 

()  ส่วนที่กำหนดว่าการใดเป็นความผิดกฎหมาย   หรือกำหนดสิทธิและหน้าที่  และอำนาจของบุคคล  (กฎหมายสารบัญญัติ)

()  ส่วนที่กำหนดแนวทาง   หรือระเบียบวิธีการที่จะดำเนินการบังคับบุคคลที่ละเมิดต่อบทบัญญัติของกฎหมาย ให้ต้องปฏิบัติ  หรือรับผลตามกฎหมาย  โดยจะกำหนดอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานของรัฐ  และสิทธิและหน้าที่ของบุคคลธรรมดา  (กฎหมายวิธีสบัญญัติ)

 

เมื่อได้ทราบความหมายของคำว่า  “กฎหมาย”  ตามสมควรแล้ว ต่อไปจะได้กล่าวถึงเรื่อง การตีความกฎหมาย

เนื่องจากกฎหมายไทยบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร  และต้องใช้ภาษาราชการดังกล่าวแล้ว    การจะทำความเข้าใจเรื่องการตีความกฎหมายว่า   มีหลักเกณฑ์อย่างไร  และมีวิธีตีความอย่างไร     จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทราบและทำความเข้าใจเรื่องดังต่อไปนี้ตามลำดับคือ

. ความหมายของคำว่า   “ตีความ”

. หลักเกณฑ์ในการตีความ   

 

. ความหมายของคำว่า  “ตีความ”

การที่เราจะตีความกฎหมายได้  เราจะต้องทราบว่าการตีความคืออะไรเสียก่อน   ถ้าเราไม่ทราบความหมายของ คำว่า  “ตีความ”   เราอาจจะกระทำการอย่างอื่นที่ไม่เรียกว่าการตีความตามกฎหมายก็ได้     เช่น  คิดเอาเองตามอำเภอใจตามความคิดเห็นของตนเองว่า  น่าจะเป็นเช่นนั้น  เช่นนี้  เมื่อสอบถามถึงเหตุผลที่คิดเห็นและมีคำวินิจฉัยเช่นนั้นก็ไม่สามารถอธิบายที่มาแห่งความคิดเห็นได้ตามหลักวิชาการ  ซึ่งจะต้องมีที่มาที่ไป   คงยกเอาเจตนารมณ์ขึ้นมาอ้าง   เมื่อถามว่าเราจะไปหาเจตนารมณ์ได้ที่ไหนก็ไม่สามารถตอบคำถามได้   ดังนั้นเรื่องคำนิยามศัพท์จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่สุด   เพราะจะเป็นเครื่องสื่อความหมายให้ทุกคนเข้าใจความหมายได้เป็นอย่างเดียวกัน   และจะต้องเป็นคำนิยามที่ทางราชการให้การรับรองด้วย    ซึ่งผู้เขียนขอนำเสนอแนวทางดังต่อไปนี้.

 

ถ้อยคำแรกที่จะต้อง ตีความ หรือ  หาคำนิยามความหมาย ให้ถูกต้องตรงตามที่ทางราชการกำหนดไว้ก็คือ      ความหมายของคำว่า “ตีความ”  เมื่อเข้าใจคำว่า ตีความ ตรงกันแล้ว การตีความกฎหมาย  หรือ นิติกรรม,   สัญญา,   หรือ  เอกสารอื่นใด  ก็จะตีความไปในแนวทางเดียวกัน  ไม่เขียน หรือ พูดกันคนละภาษา  ตีความคนละวิธี ซึ่งไม่อาจหาข้อยุติที่ชัดเจนได้.

 

การที่เราจะเขียน  และ พูดภาษาเดียวกัน จะต้องมีหลักวิชาที่เป็นทางราชการ ที่สามารถจะหยิบยกขึ้นมาอ้างอิงเพื่อยุติข้อโต้เถียง  หรือข้อขัดแย้งต่างๆได้

หนังสือตำราภาษาไทยที่ทางราชการได้จัดทำขึ้น เพื่อกำหนดคำนิยามความหมายของถ้อยคำ  หรือ ข้อความ ในภาษาไทย และประกาศเป็นระเบียบให้ใช้บังคับแก่ทางราชการ  และทางโรงเรียน    ได้แก่    หนังสือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๒๕       ซึ่งประกาศใช้โดย  ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๒  เมษายน  ๒๕๒๖   ความว่า

 

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี

เรื่อง ระเบียบการใช้ตัวสะกด

โดยที่ราชบัณฑิตยสถานได้จัดพิมพ์หนังสือพจนานุกรม  ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  ..  ๒๕๒๕ขึ้นเสร็จแล้ว  เสนอว่า  ควรยกเลิกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี  เรื่อง  ระเบียบการใช้ตัวสะกด  ลงวันที่ ๕  พฤษภาคม  ..  ๒๔๙๓   แต่ทางราชการและโรงเรียนก็ยังควรมีแบบมาตรฐานสำหรับใช้ในการเขียนหนังสือไทย  เพื่อให้เป็นระเบียบเดียวกันและควรใช้พจนานุกรม  ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  ..  ๒๕๒๕  เป็นมาตรฐานดังกล่าว

คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วลงมติเห็นชอบด้วย   ให้ยกเลิกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี  เรื่องระเบียบการใช้ตัวสะกด  ลงวันที่    พฤษภาคม  ..  ๒๔๙๓   แต่นี้ต่อไป บรรดาหนังสือราชการ และการศึกษาเล่าเรียนในโรงเรียน   ให้ใช้สะกดตามระเบียบ และพจนานุกรม  ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  ..  ๒๕๒๕  เสมอไป   ถ้าและกระทรวงทะบวงกรมใดเห็นสมควรเปลี่ยนอักขรวิธีในคำใด   ก็ให้ชี้แจงแสดงเหตุผลไปยังราชบัณฑิตยสถาน   ต่อเมื่อราชบัณฑิตยสถานเห็นชอบด้วย   และสั่งแก้พจนานุกรมแล้วจึงให้ใช้ได้   อนึ่งเมื่อแก้ระเบียบอักขรวิธี หรือพจนานุกรมในเวลาใดๆ   ให้ราชบัณฑิตยสถานโฆษณาให้ทราบทั่วกัน

 

ประกาศ    วันที่   ๒๒  เมษายน  ๒๕๒๖

พลเอก   .  ติณสูลานนท์

(เปรม   ติณสูลานนท์)

นายกรัฐมนตรี

 

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว ได้มีการจัดพิมพ์ไว้ที่หลังปกหนังสือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๒๕ ทุกเล่ม

 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๒๕  ให้คำนิยามความหมายของคำว่า  “ตีความ” ไว้ว่า

“ตีความ”      (กฎ) .  วิเคราะห์ ถ้อยคำ  หรือ ข้อความ ใน กฎหมาย   นิติกรรม   สัญญา   หรือ เอกสารอื่นๆ ที่มีปัญหาสงสัย  หรือ ที่มีความหมายไม่ชัดเจน    เพื่อ กำหนดความหมายอันแท้จริง ของถ้อยคำ หรือ ข้อความนั้นๆ  เช่น  ตีความกฎหมาย.

 

จากคำนิยามความหมายดังกล่าว มีถ้อยคำที่ควรหาคำนิยามความหมายให้ชัดเจนต่อไปอีก ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจความหมายของคำว่า “ตีความ” กว้างขวาง และชัดเจนยิ่งขึ้น  ได้แก่ถ้อยคำต่อไปนี้

 “วิเคราะห์”    . ใคร่ครวญ,  คิดย้อนกลับทำซ้ำอีกเพื่อให้แม่นยำ,    แยกออกเป็นส่วนๆ.

“ใคร่ครวญ”    .  ตริตรอง,   พิจารณา,   คิดทบทวน.

“ถ้อย”  .  คำพูด                            

“คำ”  .   เสียงพูด  หรือ ลายลักษณ์อักษร ที่เขียน หรือ พิมพ์เพื่อ แสดงความคิด.

“ถ้อยคำ”  .   หมายความว่า   คำที่กล่าว.

“ข้อความ”  .   เนื้อความตอนหนึ่งๆ,   ใจความสั้นๆของเรื่อง.

 “กล่าว”   .  บอก   แจ้ง   พูด   เช่นกล่าวคำเท็จ.

 

คำว่า  “ถ้อยคำ”  และ  “ข้อความ”  ในกฎหมาย ซึ่งจะต้องมีการตีความกัน จึงหมายถึงเฉพาะที่ทำเป็นลายลักษณ์อักษร  หรือ ตัวหนังสือเท่านั้น  เพราะการบัญญัติกฎหมายจะต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องใช้ภาษาราชการ   และเมื่อมีการประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา แล้วจึงจะใช้บังคับเป็นกฎหมายได้  (รัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๙๓).

เมื่อทราบความหมายของถ้อยคำต่างๆแล้ว อาจกล่าวให้เข้าใจได้ง่ายๆว่า  

การตีความกฎหมาย    หมายถึงการหยิบยกเอาตัวอักษร ที่เขียนไว้  เป็นถ้อยคำ  หรือ ข้อความ ในกฎหมายมาวิเคราะห์ เพื่อหาคำนิยามความหมายที่ถูกต้องแท้จริงตามที่ทางราชการกำหนดไว้ว่า   แต่ละถ้อยคำ มีความหมายอย่างไร    และ เมื่อนำมาเรียงเป็นข้อความเป็นรูปประโยค ตามหลักไวยากรณ์   มีประธาน   กริยา     กรรม    เป็นคำนาม    คำกริยา    คำช่วยกริยา    กริยาวิเศษณ์   คำบุรพบท     เมื่อเป็นวรรค   เป็นมาตรา ในกฎหมาย แล้วมีความหมายอย่างไร     เนื่องจาก ตัวอักษรที่ได้ตรา  หรือ บัญญัติไว้นั้น เป็นเครื่องสื่อความหมายให้ทราบถึงความประสงค์  หรือ ความมุ่งหมาย   หรือ ความต้องการเฉพาะ   หรือ เจตนารมณ์  ของกฎหมาย.  

 

เจตนารมณ์ของกฎหมาย  ก็คือเจตนารมณ์ของผู้มีอำนาจตรากฎหมาย     ( พระมหากษัตริย์,   รัฐสภา,  คณะรัฐมนตรี ฯ )  และ ต้องถือว่า      ผู้บัญญัติกฎหมายใช้ถ้อยคำที่เป็นภาษาราชการในการบัญญัติกฎหมาย  โดยได้ทราบคำนิยามความหมายของถ้อยคำต่างๆตรงตามที่ทางราชการ ได้กำหนดคำนิยามความหมายไว้  ซึ่งถือว่าเป็น ภาษาราชการ  และได้เขียน  หรือ พิมพ์ไว้ถูกต้องตามคำนิยาม และตามหลักไวยากรณ์.

 

มีข้อที่ควรระวังว่า   การตีความจะต้องไม่มีการ การเติมความ  คือเพิ่มเติมตัวอักษร หรือข้อความ เข้าไปในถ้อยคำ หรือ ข้อความ ที่กำลังตีความ  และต้องไม่มี การตัดความ   คือตัดตัวอักษร หรือข้อความ ที่มีอยู่ในเอกสารที่กำลังจะตีความออกไปเสียบ้าง.

 

เมื่อทราบความหมายของคำว่า ตีความแล้ว  ควรได้ทราบเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการตีความด้วย   ได้แก่  

.  เหตุใดจึงต้องมีการตีความ.  

.  บุคคลผู้มีหน้าที่ตีความ.  

.  สถาบันที่มีอำนาจชี้ขาดเรื่องการตีความ.  

. สาเหตุที่ทำให้เกิดข้อโต้เถียงกันจนต้องมีการตีความ.

 

. เหตุใดจึงต้องมีการตีความกฎหมาย

การที่ต้องมีการตีความกฎหมาย เนื่องจาก  ถ้อยคำ  หรือ ข้อความ ใน กฎหมาย มีความหมายไม่ชัดเจน  หรือ ที่มีปัญหาสงสัย  หรือ ที่มีข้อโต้เถียงกันจนหาข้อยุติไม่ได้   จึงต้องมี การตีความ เพื่อกำหนดความหมายอันแท้จริงของ ถ้อยคำ  หรือ ข้อความนั้นๆ.  

การที่เกิดมีข้อโต้เถียงกันนั้น ซึ่งอาจเป็นได้ว่าเนื่องจาก  ฝ่ายหนึ่งรู้และเข้าใจกฎหมายถูกต้อง  แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่รู้และไม่เข้าใจ    หรือ อาจแกล้งไม่รู้     หรือไม่รู้ทั้งสองฝ่าย

 

. ผู้ที่มีหน้าที่ตีความกฎหมาย

ผู้ที่มีหน้าที่ตีความกฎหมาย คือ

ผู้ที่จะใช้กฎหมาย  เมื่ออ่านกฎหมายแล้วหากไม่ตีความตาม หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้  แต่ตีความตามความรู้สึก หรือ ความเข้าใจของตนเอง  และไม่ถือคำนิยามความหมาย ของถ้อยคำ  หรือ คำศัพท์ ตามที่กฎหมาย   หรือ     พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน กำหนดไว้  เราอาจใช้กฎหมายไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจเป็นโทษแก่ตนเอง หรือ ผู้อื่นได้.   และ ถ้าผู้ตีความเป็นผู้มีอำนาจตุลาการ  หรือ อำนาจบริหารราชการแผ่นดิน    หรือมีอำนาจอิสระในองค์กรต่างๆตามรัฐธรรมนูญ  เช่น   คณะกรรมการการเลือกตั้ง   อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติ หรือปวงชนชาวไทยได้.

 

. สถาบันที่มีอำนาจหน้าที่ชี้ขาดในการตีความกฎหมาย

ในกรณีที่มีคดีความขึ้นสู่ศาล  คือเมื่อคู่ความมีความเห็นไม่ตรงกัน  หรือ ขัดแย้งกัน แล้วนำคดีมาสู่ศาล  อำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดคดี ซึ่งรวมทั้งการวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายเป็นของศาล     การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย คือการตีความข้อกฎหมาย   นั่นเอง. 

สถาบันศาล ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช ๒๕๔๐ มี ๔ สถาบัน  คือ

 ()  ศาลรัฐธรรมนูญ. 

 ()  ศาลยุติธรรม. 

()  ศาลปกครอง. 

 ()  ศาลทหาร.  

แต่ละศาลมีอำนาจหน้าที่ ตามที่รัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาล แต่ละศาล บัญญัติไว้.

การปฏิบัติหน้าที่ของศาล  ของผู้พิพากษา  และ ของตุลาการ  ตามอำนาจที่กฎหมายบัญญัติ ก็จะต้อง ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ     ตามกฎหมาย   และ ในพระปรมาภิไธพระมหากษัตริย์   (รัฐธรรมนูญฯ  มาตรา ๒๓๓)  จะทำตามอำเภอใจไม่ได้. 

 

. สาเหตุที่มีข้อโต้เถียงกันจนต้องมีการตีความ

สาเหตุที่มีข้อโต้เถียงกันจนต้องมีการตีความมีหลายประการ  คือ

() ถ้อยคำ ในภาษาไม่อาจเขียนอธิบาย เพื่อสื่อความหมายให้ทราบถึงความประสงค์ที่แท้จริงที่อยู่ในจิตใจของบุคคล   หรือ ไม่สามารถบรรยายให้ทราบถึงลักษณะอาการที่แสดงออกของบุคคลได้ละเอียดตรงกับความจริงได้ทุกกรณี  และ ทุกเรื่อง  จึงทำให้เกิดมีการแปลความหมาย หรือ ตีความแตกต่างกันไป ตามความคิด และความเห็นของแต่ละคน.

() ถ้อยคำ ที่เขียนไว้ อาจมีความหมายได้หลายความหมาย   หรือ หลายนัย.

() คนที่อยู่ต่างภาค  ต่างท้องถิ่นกัน มีภาษาพูดต่างกัน  ต่างเข้าใจความหมายของ   ถ้อยคำ คำเดียวกัน แตกต่างกัน  ต่างโต้เถียงกัน และไม่มีทางหาข้อยุติได้.

() คนที่อยู่ต่างอาชีพกัน กำหนดคำนิยามของถ้อยคำคำเดียว แตกต่างกัน.

() การมีความรู้  ความเข้าใจ ภาษาไทยตามหลักไวยากรณ์  แตกต่างกัน. 

() การไม่ทราบคำนิยาม  หรือ ความหมายที่ถูกต้อง ของภาษาไทย ที่เป็นภาษาราชการ.  (ความหมาย ตาม บทนิยามในกฎหมาย  และ ความหมาย ตาม พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๒๕ ถือว่าเป็นความหมายตามภาษาราชการ)

() ความไม่เข้าใจกฎหมาย  เพราะไม่ได้ศึกษากฎหมายทั้งระบบ  ซึ่งมีกระบวนการ และวิธีการในการใช้กฎหมายให้ครบถ้วน.   เนื่องจากกฎหมาย มีส่วนประกอบ ๒ ส่วน คือ  กฎหมายสารบัญญัติ  และ กฎหมายวิธีสบัญญัติ  ซึ่งแต่ละประเภทมีองค์ประกอบ  และวิธีอ่านแตกต่างกันไปบ้าง.

 และกฎหมายยังแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภท คือ 

().  กฎหมายที่บัญญัติขึ้น เพื่อใช้บังคับสำหรับการบริหารราชการแผ่นดินโดยเฉพาะ  (กฎหมายปกครอง)   และ

().  กฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อ กำหนดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (กฎหมายที่ไม่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน) (กฎหมายเอกชน)

()  การไม่ทราบ และไม่เข้าใจว่า  มีกฎหมายบัญญัติหลักเกณฑ์ในการตีความกฎหมายไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  (มาตรา  ,  ๑๗๑,  ๓๖๘)

        () เข้าใจกฎหมายดี แต่แสร้งเข้าใจไปอีกอย่างหนึ่ง เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือ พวกพ้อง.

 

อธิบาย

 กรณีของ  ถ้อยคำ คำเดียวกัน   เขียนตัวสะกดเหมือนกัน    เปล่งเสียงเหมือนกัน   แต่มีความหมายต่างกัน     เช่น

คำว่า “ส้วม”  ภาษาราชการ หมายความว่า ที่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ.    แต่ ภาษาท้องถิ่นทางภาคอีสาน  หมายความว่า  ห้องนอน.

การเข้าใจความหมายของถ้อยคำ คำเดียวกัน แตกต่างกัน อาจมีผลเสียหายมากถึงขนาดคดีที่ควรชนะกลับเป็นแพ้ได้  เช่น คำเบิกความของพยานในศาล ในการพิจารณาคดีอาญา เรื่องปล้นทรัพย์   พยานที่เป็นคนท้องถิ่นทางภาคอีสานไม่เข้าใจภาษาราชการ เพราะขาดการศึกษา  เบิกความว่า  “จำเลยจับผู้เสียหายไปขังไว้ในส้วม”   แต่พยานที่เป็นคนทางภาคกลาง เบิกความว่า      “จำเลยจับผู้เสียหายไปขังไว้ในห้องนอน”  ผู้พิพากษาผู้บันทึกคำพยานไม่ทราบว่าพยานที่เป็นคนทางภาคอีสานเบิกความด้วยภาษาท้องถิ่น ก็บันทึกคำเบิกความไปตามเสียงที่ได้ยิน   เป็นเหตุให้ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์  ปล่อยจำเลย   เพราะประจักษ์พยานของโจทก์เบิกความแตกต่างกันเกี่ยวกับเรื่องสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นสาระสำคัญในคดี  ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักมั่นคงให้ศาลรับฟังว่ามีการกระทำความผิดจริง และจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดตามคำฟ้อง.

 

กรณีข้อความ ที่มีความหมายไม่ชัดเจน  หรือ มีปัญหาสงสัย

การที่ข้อความ มีความหมายไม่ชัดเจน  หรือ มีปัญหาสงสัย อาจเนื่องมาจาก 

.  ผู้เขียน  หรือ ผู้พิมพ์  เขียน หรือ พิมพ์ผิด

.การใช้ถ้อยคำไม่ถูกเพราะเข้าใจความหมายของถ้อยคำผิดจากที่กฎหมาย  หรือ พจนานุกรมฯ กำหนดไว้.  

.  เขียน หรือพิมพ์โดย  เว้นวรรคระหว่างคำ  หรือ ระหว่างประโยคไม่ถูกต้อง.

 

กรณีใช้ถ้อยคำไม่ถูกต้องตามบทกฎหมาย        เช่น         ใช้คำว่า  “ให้ลงโทษจำคุก”     แทนคำว่า  “กำหนดโทษจำคุก”   ในเรื่องการรอการลงโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖  ซึ่ง ข้อความทั้งสองข้อความนี้ มีความหมายแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน  เพราะข้อความว่า  “ให้ลงโทษจำคุก”   หมายความว่า   สั่งบังคับให้เอาไปลงโทษด้วยวิธีขังไว้ในคุก หรือเรือนจำ   และจะต้องมีการออกหมายจำคุก  ซึ่งเป็นหมายบังคับคดีอาญา  (.วิอาญา  มาตรา ๗๔,  ๒๔๕ )     ส่วนข้อความว่า  “กำหนดโทษจำคุก”  หมายความว่า ตั้งจำนวนโทษจำคุกที่จะลงโทษแก่ผู้กระทำผิดไว้เท่านั้น ยังไม่ได้สั่งบังคับให้ลงโทษ.

 

กรณีเว้นวรรคไม่ถูกต้อง

ปัจจุบันนี้ คนไทยเราส่วนมาก เขียนหนังสือ ติดกันเป็นพืด  ไม่มีเว้นวรรคระหว่างคำ  และไม่มีเว้นวรรคระหว่างประโยค  บางครั้งก็เขียน หรือพิมพ์เว้นวรรคไม่ถูกต้อง  ในกรณีไม่มีการเว้นวรรค  ผู้อ่านจะต้องอ่านแล้วเว้นวรรคเอาเอง  ดังนั้น หากอ่านเว้นวรรคต่างที่กัน  ความหมายก็จะแตกต่างกันไป  เช่น.

ข้อความว่า    “ขี้หมาข้ากินหมดแล้ว”    หากเขียนเว้นวรรคต่างที่กันความหมาย จะแตกต่างกันเป็นตรงกันข้าม   คือ

ขี้   หมาข้า กินหมดแล้ว   หมายความว่า   หมาของข้า กินขี้หมดแล้ว.

      ขี้หมา    ข้า กินหมดแล้ว   หมายความว่า   ข้า  กิน ขี้หมา หมดแล้ว.

 

ข้อความว่า   “ยานี้ดีกินแล้วแข็งแรงไม่มีโรคเบียดเบียน”   ถ้าเขียนเว้นวรรคต่างที่กัน  ความหมายก็จะแตกต่างกัน  คือ

ถ้าเขียนว่า   ยานี้ดี    กินแล้วแข็งแรง    ไม่มีโรคเบียดเบียน   หมายความว่า  ยาดี   กินแล้วมีความแข็งแรง    และทำให้ไม่มีโรคภัยเบียดเบียนร่างกาย.

ถ้าเขียนว่า   ยานี้ดี    กินแล้วแข็ง    แรงไม่มี    โรคเบียดเบียน  หมายความว่า   ยาดี   กินแล้วแข็ง  ไม่บอกว่าอะไรแข็ง    แถมยัง ทำให้ไม่มีแรง  และ ยังมีโรคภัยมาเบียดเบียนร่างกายอีกด้วย.

 

. หลักเกณฑ์ในการตีความ

การตีความ  ต้องตีความตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้  เป็นกรอบให้ปฏิบัติ  มิใช่ต่างคนต่างตีความ ตามความเห็น และ ความคิดของตน   หากตีความตามความเห็นของแต่ละคน บ้านเมือง และสังคมจะเกิดความสับสน  ไม่มีใครยอมใคร และหาข้อยุติไม่ได้     ดังนั้น รัฐสภาจึงได้บัญญัติหลักกฎหมายในเรื่องการตีความไว้  ซึ่งทุกคนจะต้องปฏิบัติตาม   หากกฎหมายใดต้องการจะให้มีวิธีการตีความแตกต่างไปจากหลักกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นการทั่วไปแล้ว  จะต้องกล่าวไว้ให้ชัดเจนในกฎหมายฉบับนั้น จึงจะมีผลผูกพันให้ทุกคนต้องปฏิบัติตาม   มิใช่เก็บเอาไว้เพื่อทราบกันเฉพาะผู้ร่างกฎหมาย   หรือคณะรัฐมนตรี   หรือ สมาชิกรัฐสภาคนใดคนหนึ่ง   หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น.

 

กฎหมายที่บัญญัติหลักเกณฑ์ เรื่องการตีความ ได้แก่  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  ซึ่งกำหนด เรื่องการตีความไว้ ๔ ประการ คือ

. การตีความกฎหมาย (มาตรา ๔)

. การตีความแสดงเจตนา (มาตรา ๑๗๑)

. การตีความสัญญา (มาตรา ๓๖๘)

. การตีความพินัยกรรม (มาตรา ๑๖๗๓–๑๖๘๕)

 

. การตีความกฎหมาย

       ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔ บัญญัติว่า

มาตรา ๔   กฎหมายนั้น  ต้องใช้ ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใดๆ แห่งกฎหมาย  ตามตัวอักษร   หรือ  ตามความมุ่งหมาย ของบทบัญญัตินั้นๆ

เมื่อไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้   ให้วินิจฉัยคดีนั้นตามจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น    ถ้าไม่มีจารีตประเพณีเช่นว่านั้น ให้วินิจฉัยคดีอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง   และ ถ้าบทกฎหมายเช่นนั้นก็ไม่มีด้วย  ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทั่วไป.

 

บทบัญญัติในวรรคหนึ่ง  หมายความว่า  เมื่อมีตัวบทกฎหมายที่จะยกมาปรับแก่คดีได้ การตีความกฎหมาย จะต้องเริ่มต้นด้วยการตีความตามถ้อยคำที่เป็น ตัวอักษร ก่อน   เพราะตัวอักษร หรือ ตัวหนังสือ คือ เครื่องหมายที่ใช้ขีดเขียนแทนเสียง หรือ คำพูด ซึ่งทางราชการได้มีการกำหนดคำนิยามความหมายไว้ เพื่อให้เข้าใจความหมายตรงกัน  และเป็นหลักฐานที่สามารถตรวจพบ และอ้างอิงได้ ในทางราชการ    เมื่ออ่านถ้อยคำที่เป็นตัวอักษร  หรือ ตัวหนังสือ  และแปลความหมายตามตัวอักษรแล้วยังหาความหมายที่ชัดเจนจนเป็นข้อยุติไม่ได้  จึงค่อยไปพิจารณาถึง  ความมุ่งหมาย ของบทบัญญัตินั้นๆ.   

 

การตีความ ตามตัวอักษร  

การตีความตามตัวอักษร  จะต้อง แปลความหมาย  หรือ  หาคำนิยามความหมาย ของถ้อยคำ ที่เขียน หรือ พิมพ์ไว้เป็นตัวอักษร ตามที่ทางราชการกำหนดไว้    เนื่องจาก กฎหมายเขียนไว้  หรือ บัญญัติไว้ ด้วยภาษาราชการ  ไม่ได้เขียนด้วยภาษาปาก  หรือ ภาษาพูด  หรือ ภาษาท้องถิ่น  หรือ ภาษาของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  หรือ คนใดคนหนึ่ง.  

 

ภาษาราชการ   คือ ภาษา ที่ทางราชการบัญญัติไว้  มี ๒ ประเภทคือ

() คำศัพท์ หรือ คำนิยามความหมายที่ทางราชการบัญญัติไว้ เพื่อใช้ในทางราชการ และ ทางโรงเรียน  เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน  ซึ่งสามารถค้นหาคำนิยามความหมายที่เป็น  ภาษาราชการ ได้จาก หนังสือ   พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๒๕     ซึ่งเป็นหนังสือสำหรับค้นความหมายของถ้อยคำ ที่เรียงลำดับตัวอักษร  ที่  ราช-บัณฑิตยสถาน   จัดทำ และ พิมพ์ขึ้น  และได้มี ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี    เรื่อง  ระเบียบการใช้ตัวสะกด  ลงวันที่ ๒๒ เมษายน  ๒๕๒๖  ให้ทางราชการ  และ ทางโรงเรียนใช้สะกดตามระเบียบดังกล่าว.

() บทวิเคราะห์ศัพท์  หรือ คำนิยาม ในกฎหมาย   เป็นคำศัพท์ ที่กฎหมาย แต่ละฉบับ ได้บัญญัติขึ้นไว้ เพื่อใช้ในกฎหมายแต่ละฉบับเป็นการเฉพาะ ซึ่งถือได้ว่า เป็นภาษาราชการ เช่นเดียวกัน.  ซึ่งจะอยู่ใน ภาคแรก  หรือส่วนแรกของกฎหมาย  และจะอยู่ในมาตราแรกๆ    เช่น   ใน ภาค ๑  ลักษณะ๑  มาตรา ๑  ของ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง.    และมาตรา ๒ ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา. 

ถ้าความหมายตามที่บัญญัติไว้ในพจนานุกรม แตกต่างจาก ความหมายที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย  ต้องถือความหมายตามที่กฎหมายบัญญัติไว้.

 

ความหมายของถ้อยคำตามตัวอักษร จึงมีความสำคัญที่สุด    ถ้าเราไม่รู้ความหมายที่ถูกต้อง ของคำศัพท์ภาษาไทย ที่เป็น ภาษาราชการ  แต่ละคำ ที่เขียนเรียงกันไว้ เป็นข้อความ  เป็นประโยค  เป็นวรรค ตามหลักไวยากรณ์  เราก็ไม่สามารถทราบความหมายที่ถูกต้องแท้จริงได้   และเป็นการแน่นอนว่า  เราไม่อาจทราบถึง  ความมุ่งหมาย  หรือ  เจตนารมณ์ ที่แท้จริงของบทบัญญัตินั้นๆได้  และทำให้เราไม่สามารถตีความกฎหมาย อย่างถูกต้องได้.

 

ความมุ่งหมายของกฎหมายคืออะไร?

เนื่องจากมีการกล่าวอ้างเอา เจตนารมณ์ ของกฎหมาย ขึ้นมาเป็นเหตุผลเพื่อประกอบการตีความข้อกฎหมายของตน  เพื่อหักล้างการตีความข้อกฎหมายของ ผู้ที่ตีความตามตัวอักษร ว่าตีความไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย  จึงมีความจำเป็นที่จะต้อง  ทราบคำนิยามความหมายของคำว่า “ความมุ่งหมาย”   และ  คำว่า  “เจตนารมณ์”  ตามที่ทางราชการได้กำหนดไว้ เสียก่อน  และเป็นการแน่นอนว่า จะต้องแปลความหมาย หรือหาคำนิยามความหมาย จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน เช่นเดียวกัน  ซึ่งได้กำหนดคำนิยามไว้ว่า

“มุ่งหมาย”  หมายความว่า   เจาะจง,   ตั้งใจเฉพาะ,  เจตนารมณ์.

ความมุ่งหมายของกฎหมาย  จึงหมายความว่า   ความตั้งใจเฉพาะ   หรือ        เจตนารมณ์ของกฎหมาย นั้นเอง.

 

เราจะหาเจตนารมณ์ หรือ ความมุ่งหมาย ของกฎหมายได้จากที่ไหน

การค้นหาเจตนารมณ์ของกฎหมาย  มิใช่เอามาจากความเห็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง   ไม่ว่าบุคคลนั้น จะเป็นผู้ร่างกฎหมาย   หรือ กรรมการร่างกฎหมาย   หรือ สมาชิกรัฐสภาคนใดคนหนึ่ง   หรือ กลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง   หรือ ความเห็นของอาจารย์สอนกฎหมาย     เพราะความเห็นดังกล่าว มิใช่คำนิยามความหมายของถ้อยคำ  หรือข้อความที่ทางราชการกำหนดให้ใช้ เสมอไป

 

สำหรับ ร่างกฎหมายที่ได้ทำการยกร่างกันขึ้นมาแล้วนั้น  ยังไม่เป็นกฎหมาย ที่ทุกคนจะต้องถือตาม หรือปฏิบัติตาม  ยังจะต้องผ่านกระบวนการในการบัญญัติกฎหมาย อีกหลายขั้นตอน   ตามระบบรัฐสภา  คือจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาแล้ว จึงจะประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมาย ในหนังสือราชกิจจานุเบกษาได้   และ เมื่อเป็นกฎหมายแล้วทุกคนต้องปฏิบัติตาม.

นอกจากนี้ อาจเป็นไปได้ว่า     ข้อความประโยคเดียวกัน  หรือ ถ้อยคำ คำเดียวกัน      ผู้ร่างกฎหมาย  กับ  สมาชิกรัฐสภา  มีความเข้าใจไม่เหมือนกัน   ดังนั้นการหาเจตนารมณ์  หรือ ความมุ่งหมายของกฎหมาย  จะต้องหาจากหลักฐานที่เป็นทางราชการและมีกฎหมายรับรอง ได้แก่    

. ชื่อของกฎหมาย  หรือ ชื่อของพระราชบัญญัติ    

. ข้อความในพระราชบัญญัติให้ใช้กฎหมายแต่ละฉบับ  

. บทบัญญัติทั่วไป  หรือ ข้อความเบื้องต้นในกฎหมายแต่ละฉบับ

. บทนิยาม หรือ บทวิเคราะห์ศัพท์      

. คำปรารภในการบัญญัติกฎหมาย  

. หมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติแต่ละฉบับ 

.  บทบัญญัติในกฎหมายฉบับอื่นที่เกี่ยวพัน หรือสัมพันธ์ กัน   หรือ ที่มีกระบวนการต่อเนื่องกัน  หรือ มีการกล่าวอ้างถึง กระบวนการ  หรือ ข้อความในกฎหมายฉบับนั้น

 

สิ่งต่างๆเหล่านี้ก็จะต้องมีการบันทึกไว้เป็น ตัวหนังสือ  หรือ ลายลักษณ์อักษรของทางราชการ ที่สามารถค้นหามาอ้างอิงได้โดยมีกฎหมายรับรอง  จะเอามาจากคำพูดของคนใดคนหนึ่งแม้ว่าจะเป็นอาจารย์สอนกฎหมาย      หรือความเห็นของบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นการกล่าวอ้างลอยๆไม่มีกฎหมายรับรองไม่ได้.

 

ชื่อของกฎหมาย บ่งบอกถึงเจตนารมณ์ในการบัญญัติกฎหมายได้ส่วนหนึ่ง  เช่น

รัฐธรรมนูญ    คือ  กฎหมายสูงสุดที่จัดระเบียบการปกครองประเทศ

กฎหมายแพ่ง    คือ กฎหมายที่วางระเบียบความเกี่ยวพันระหว่างบุคคล เกี่ยวกับ สถานภาพ   สิทธิ   หน้าที่   และความรับผิดตามกฎหมาย.

กฎหมายพาณิชย์    คือ กฎหมาย ที่วางระเบียบความเกี่ยวพัน ทางการค้า หรือธุรกิจ ระหว่างบุคคล.

กฎหมายอาญา    คือ กฎหมายที่กำหนดลักษณะของการกระทำที่ถือว่า เป็นความผิด และ กำหนดบทลงโทษทางอาญา สำหรับความผิดนั้น.

กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา   คือ กฎหมายที่กำหนด หลักเกณฑ์  วิธีการ  และขั้นตอนในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอาญา เพื่อที่จะดำเนินการนำตัวผู้ที่กระทำความผิดกฎหมายอาญา มาลงโทษ ตามที่กฎหมายอาญากำหนดไว้.  

พระธรรมนูญศาลยุติธรรม   คือ กฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบศาลยุติธรรม

พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน    เป็นกฎหมายที่วางระเบียบการปฏิบัติราชการของเจ้าพนักงานของรัฐ  และกำหนดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างเอกชน หรือสามัญชนกับ เจ้าพนักงานของรัฐ   และความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าพนักงานของรัฐด้วยกัน

พระราชบัญญัติจัดตั้งสถาบัน หรือองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม   เช่น  พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลต่างๆ  เป็นต้น.

 

กฎหมายที่สัมพันธ์ หรือ เกี่ยวพันกัน  หรือ มีกระบวนการต่อเนื่องกัน     ได้แก่ กฎหมายสารบัญญัติ  กับ กฎหมายวิธีสบัญญัติ จะต้องใช้ประกอบกันจึงจะมีสภาพบังคับ  เช่น  ประมวลกฎหมายอาญา  หากไม่มีประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาใช้บังคับ  ก็ไม่สามารถดำเนินการบังคับ เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมา ลงโทษตามที่กฎหมายอาญา บัญญัติไว้.

 

กฎหมายที่มีการกล่าวถึงบทบัญญัติในกฎหมายฉบับอื่น   การตีความก็จะต้องนำกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาประกอบการตีความด้วย    เช่น

 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มีบทบัญญัติให้นำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม.  (มาตรา ๑๕)

 

 กฎหมายรัฐธรรมนูญ  กล่าวอ้างถึง การพิจารณาพิพากษา และการลงโทษในคดีอาญา   ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา.     การตีความรัฐธรรมนูญ จึงต้องนำบทบัญญัติในกฎหมายอาญา และ กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาพิจารณาประกอบด้วย  เช่นรัฐธรรมนูญฯ กล่าวถึง การที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำคุกรัฐมนตรี  การตีความข้อความในรัฐธรรมนูญฯ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทราบว่า  โทษ คืออะไร    การลงโทษ คืออะไร    จำคุกหมายถึงอะไร    หมายจำคุกคืออะไร    คำพิพากษา คืออะไร     อำนาจของศาล      หน้าที่ของศาล     เขตอำนาจศาล     ผลของคำพิพากษา     ขั้นตอน และ วิธีการในการบังคับคดีตามคำพิพากษาคดีอาญา  ฯลฯ   เพราะถ้อยคำ  หรือ คำศัพท์ แต่ละคำ  ล้วนแต่มีคำนิยามความหมายไว้ให้เป็นหลักในการแปล  หรือ การตีความ ถ้อยคำ  หรือ ข้อความ แล้วทั้งสิ้น.

 

 

ตัวอย่าง  เช่น 

คำว่า  “คำพิพากษา”      รัฐธรรมนูญฯ   ไม่ได้ให้คำจำกัดความหมายไว้เป็นพิเศษ  และ  กฎหมาย  หรือ พระราชบัญญัติต่างๆ  ก็ไม่ได้ให้คำนิยามไว้เช่นเดียวกัน   คงมีแต่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. ๒๕๒๕  ได้ให้คำนิยามไว้ว่า

“คำพิพากษา”    (กฎ) .   คำวินิจฉัยชี้ขาดของศาลในประเด็นแห่งคดีที่ฟ้องต่อศาล.

หากพิจารณาให้ละเอียดจะเห็นว่า ก่อนจะมาเป็นคำพิพากษานั้น จะต้องผ่านกระบวนการพิจารณา ตามที่กฎหมายบัญญัติ หลายฉบับ   ได้แก่พระราชบัญญัติจัดตั้งสถาบันราชการที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม    การกำหนดอำนาจหน้าที่ของสถาบัน    กำหนด ตำแหน่ง อำนาจ  และหน้าที่ของบุคคลผู้ดำรงตำแหน่ง ต่างๆเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม  ถ้าขั้นตอนใด ขั้นตอนหนึ่งขัดต่อกฎหมาย หรือ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษานั้นก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย.

คำว่า  “คำพิพากษา”  ในที่นี้จะต้องเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมาย   หากไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ไม่มีผลบังคับ  

การที่จะวินิจฉัยว่า  ข้อความที่ปรากฏนั้นเป็นคำพิพากษาหรือไม่   หรือ เป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  หรือ ข้อความที่เขียนไว้ในคำพิพากษามีความหมายว่าอย่างไร  คำพิพากษาใช้ถ้อยคำตรงตามตัวบทกฎหมายหรือไม่  ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องมีการตีความกันทั้งสิ้น    ซึ่งการตีความดังกล่าว  จะต้องพิจารณาถึงกฎหมายหลายฉบับ  ได้แก่  พระธรรมนูญศาลยุติธรรม   พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลที่ทำการพิจารณาพิพากษาคดีนั้นๆ เช่น  พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลอาญากรุงเทพใต้ พ.. ๒๕๓๒    พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.. ๒๕๔๒     พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง  .. ๒๔๙๙    ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา     ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง  เป็นต้น    หากไม่นำพระราชบัญญัติต่างๆที่กล่าวมาแล้วมาพิจารณาจะทราบอย่างไร ว่า  คำพิพากษาฉบับนั้น   ใช้ถ้อยคำตรงตามตัวบทกฎหมายที่อ้างมาเป็นบทบังคับหรือไม่    คำพิพากษาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่   มีผลบังคับหรือไม่   หากคำพิพากษาไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะนำมาเป็นเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญได้หรือไม่.   

 

หัวข้อที่ควรพิจารณาเมื่อมีกรณีที่จะต้องตีความกฎหมาย

. ข้อความ   หรือ ถ้อยคำที่จะตีความ    (ต้องหาคำนิยามความหมายตามกฎหมายหรือพจนานุกรมฯให้ได้)

. ชื่อของกฎหมาย   ตลอดจนบรรพ   ภาค   หมวด   ส่วน   มาตรา   อนุมาตรา    และวรรคที่จะต้องตีความ.  (เมื่อทราบว่าเรื่องที่จะตีความอยู่ในกฎหมายใดแล้ว  ต้องหาให้พบว่าเรื่องดังกล่าวอยู่ใน  บรรพ   ภาค    หมวด   ส่วนใด  เพราะเป็นข้อที่บ่งชี้ถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายได้

.  กฎหมายที่เกี่ยวข้อง   (เรื่องที่จะตีความบางเรื่องเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับอาจมีทั้งกฎหมายสารบัญญัติ  และกฎหมายวิธีสบัญญัติ   รวมตลอดทั้งระเบียบข้อบังคับที่ออกตามความในพระราชบัญญัติต่างๆด้วย)

 

ตัวอย่างการตีความกฎหมาย

การตีความ  มาตรา ๒๑๖  () แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ 

มาตรา  ๒๑๖    ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว เมื่อ

       () …………..

       () ………….

       () ………….

       ()  ต้องคำพิพากษาให้จำคุก.

 

ข้อที่ควรพิจารณา  

.   มาตรา ๒๑๖  อยู่ในหมวด ๗  อันเป็นหมวดที่ว่าด้วย เรื่องคณะรัฐมนตรี   ในส่วนที่เกี่ยวกับการที่รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งต้องพ้นจากตำแหน่ง    ซึ่งรัฐธรรมนูญใช้ข้อความว่า   “ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัวเมื่อ”  

. เงื่อนไขที่ให้รัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่ง เป็นเรื่องที่รัฐมนตรีคนนั้น  ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาของศาลใดศาลหนึ่งที่มีเขตอำนาจ  และศาลได้ดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาชี้ขาดว่า    รัฐมนตรีคนนั้นเป็นผู้กระทำความผิดกฎหมายอาญา และกำหนดโทษที่จะลงว่าเป็นโทษจำคุก    กฎหมายที่จะต้องนำมาพิจารณาด้วยจึงต้องมีกฎหมายอาญา    กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา    กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง. 

 

หลักเกณฑ์การตีความรัฐธรรมนูญฯ  เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ (มาตรา ๖)  และในรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติวิธีการตีความไว้ เป็นพิเศษ และไม่ได้ยกเลิกหลักเกณฑ์การตีความตามที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  และบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าวก็ไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ  การตีความก็คงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังกล่าว ซึ่งทุกคนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม ไม่เว้นแม้แต่บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ   และ ผู้พิพากษาตุลาการในศาลอื่น   หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม  คำวินิจฉัยนั้นก็ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย. 

 

ถ้าได้ความว่า ตุลาการ  หรือ ผู้พิพากษา  คนใดจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ต้องถือว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมาย  วุฒิสภา มีอำนาจถอดถอนออกจากตำแหน่งได้  (รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๓)

 

ข้อความที่เป็นลายลักษณ์อักษร  ที่จะต้องตีความในกรณีนี้  คือ  ความหมายของข้อความว่า    “ต้องคำพิพากษาให้จำคุก”  ข้อความดังกล่าว เป็นข้อความที่กล่าวถึง  กระบวนพิจารณาคดีอาญา ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  การตีความในกรณีนี้  จึงต้องพิจารณาถึงกระบวนการในการพิจารณาและพิพากษาคดีอาญา  ซึ่งมีความมุ่งหมายที่จะนำตัวผู้ที่กระทำความผิดกฎหมายอาญามาลงโทษตามกฎหมาย ซึ่งรวมตลอดไปถึงการดำเนินการบังคับคดีด้วย  และจะต้องทราบว่า ถ้อยคำแต่ละคำมีความหมายว่าอย่างไร ในทางปฏิบัติจริง   มิใช่ตีความเฉพาะข้อความที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายมาตรานั้น เท่านั้น.

 

การตีความรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายฉบับหนึ่งจึงต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔    ดังนั้น จึงต้องเริ่มต้นด้วยการตีความตามตัวอักษรก่อน เพราะตัวอักษรเป็นเครื่องหมายที่ใช้ขีดเขียนแทนเสียง หรือ คำพูด เพื่อบอกให้ทราบ หรือสื่อความหมายให้ทราบ ถึงความมุ่งหมาย ของข้อความนั้น     และ คำนิยามความหมาย ก็ต้องถือตามที่ทางราชการกำหนดไว้    มิใช่ต่างคนต่างให้คำนิยามตามความคิดความเห็นของตนเอง.

 

มีนักกฎหมายบางท่านอ้างว่าการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญ  จะเอาหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่เล็กกว่ามาใช้ไม่ได้    ผู้เขียนเห็นว่า

. กฎหมายเมื่อประกาศใช้บังคับแล้วโดยได้มีการประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้วก็มีผลบังคับให้ทุกคนที่อยู่ในบังคับกฎหมายไทยต้องปฏิบัติตาม.

. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา ๔   ใช้ถ้อยคำและข้อความว่า  

มาตรา ๔     กฎหมายนั้นต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใดๆแห่งกฎหมายตามตัวอักษร   หรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้นๆ

เมื่อไม่มี……………

 

จะเห็นได้ว่าประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๔  ใช้ถ้อยคำว่า   “กฎหมายนั้น..”     ไม่ได้ใช้ถ้อยคำว่า   “กฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น….”   จึงต้องตีความว่ารัฐสภามีวัตถุประสงค์    หรือความมุ่งหมายที่จะให้ มาตรา ๔ นี้ใช้บังคับในการ ตีความกฎหมายทุกฉบับ    อันถือได้ว่าเป็นหลักกฎหมายทั่วไป    หากกฎหมายฉบับอื่นต้องการจะให้มีการตีความด้วยวิธีที่ผิดแปลกไปจากมาตรา ๔ นี้  ก็จะต้องบัญญัติถึงเรื่องการตีความกฎหมายฉบับนั้นไว้เป็นพิเศษ.

เมื่อได้ทำความเข้าใจในเรื่องนี้แล้วผู้เขียนจะได้ตีความตามความเห็นของผู้เขียนต่อไป  ซึ่งจะได้ยกเอาถ้อยคำต่างๆในภาษาราชการมาหาคำนิยามไว้ประกอบการตีความกฎหมาย.   

 

คำศัพท์ที่ทางราชการกำหนดไว้

“ต้อง”   .  หมายความว่า   ถูก

             .  เป็นกริยาช่วย บอกความแน่ใจ  หรือบังคับ  เช่น  ต้องกิน   ต้องนอน   ต้องทำ.

“ถูก”  เป็นกริยาช่วย    แสดงว่า  ประธานของประโยคเป็นผู้ถูกทำ. (มักใช้ในข้อความที่ทำให้ผู้ถูกทำเดือดร้อน หรือไม่พอใจ)   เช่น  ถูกเฆี่ยน   ถูกลงโทษ.

“คำพิพากษา”   หมายความว่า   คำวินิจฉัยชี้ขาดตัดสินของศาลในประเด็นแห่งคดีที่ฟ้องต่อศาล. 

คำพิพากษา  จะต้องเป็นคำพิพากษาที่ชอบด้วยกฎหมาย  กล่าวคือ ต้องทำโดยศาลที่มีเขตอำนาจ   ผู้พิพากษาที่มีอำนาจ   ทำถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนด    ถ้อยคำที่ใช้เขียนคำพิพากษาถูกต้องตรงตามตัวบทกฎหมาย  มีความหมายถูกต้องชัดเจน ไม่มีปัญหาให้ต้องตีความกันอีก  รวมทั้งกระบวนพิจารณาคดีทั้งหมดจะต้องดำเนินไปโดยชอบด้วยกฎหมายด้วย

“ให้”  เป็น คำช่วยกริยา    บอกความบังคับ   เช่น   ให้ทำ,   ให้ไป,    ให้จำคุก.

“จำคุก”    .  หมายความว่า   ลงโทษด้วยวิธีขัง.

“ให้จำคุก”    หมายความว่า   คำสั่งที่บอกความบังคับให้นำตัวจำเลย ไปลงโทษด้วยวิธีขังไว้ในเรือนจำ.

“ขัง”  หมายความว่า   กักขัง,     เก็บตัวไว้ในสถานที่จำกัด.

“คุก”  หมายความว่า   เรือนจำ,   ที่ขังนักโทษ.

“โทษ”   หมายความถึง   มาตรการที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับลงโทษ   แก่         ผู้กระทำความผิดอาญา   ได้แก่  . ประหารชีวิต.     . จำคุก         . กักขัง.           . ปรับ.     . ริบทรัพย์สิน. (ประมวลกฎหมายอาญา   มาตรา ๑๘)

“ลงโทษ”   .  หมายความว่า   ทำโทษ.

       “หมายจำคุก”   คือ   หมายอาญา ประเภทหนึ่ง    ซึ่งหมายถึง  หนังสือบงการของศาล ซึ่งออกตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  สั่งให้ เจ้าหน้าที่  ทำการจำคุกจำเลย  หรือ นักโทษ.  (ควบคุมตัวจำเลยไปกักขังไว้ในเรือนจำ)

 

เมื่อถ้อยคำแต่ละคำมีความหมายชัดเจนแล้ว  และได้มีการนำถ้อยคำดังกล่าวมาเขียนเรียงกันไว้เป็นข้อความตามหลักไวยกรณ์แล้ว     

ข้อความว่า     “ต้องคำพิพากษา ให้จำคุก”                จึงหมายความว่า   ถูกศาลพิพากษาชี้ขาดว่า  เป็นผู้กระทำความผิดกฎหมายอาญา  และ  มีคำสั่งให้ลงโทษจำคุก   โดยจะกำหนดโทษจำคุกไว้ในคำพิพากษาด้วย.    ซึ่งจะกำหนดโทษไว้เป็น    ปี    เป็นเดือน   หรือ เป็นวัน  ไม่มีทางที่จะตีความให้มีความหมายเป็นอย่างอื่นอีก

 

การที่จะวินิจฉัยชี้ขาดว่า  บุคคลใดต้องคำพิพากษาให้จำคุก  หรือ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า   “ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก”  หรือไม่นั้น  มิใช่เพียงแต่ดูเฉพาะตัวหนังสือที่ศาลเขียนไว้ในคำพิพากษา เท่านั้น  แต่ จะต้องดูให้ตลอดไปจนถึงผลที่สุดของคำพิพากษาด้วย ว่าได้มีการปฏิบัติตามคำพิพากษาฉบับนั้นหรือไม่  คือได้มีการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือไม่   เพราะกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีอาญานั้น    เริ่มตั้งแต่ มีการฟ้องร้องต่อศาล เพื่อให้พิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลย    เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว ต้องมีกระบวนการในการบังคับตามคำพิพากษาของศาลด้วย. เพื่อให้จำเลยได้รับโทษตามคำพิพากษา.

 

กระบวนการหลังจากศาล มีคำพิพากษาให้จำคุก 

เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลยแล้ว จำเลยจะต้องถูกบังคับคดี โดยการควบคุมตัวเอาไปกักขังไว้ในเรือนจำ  การจะควบคุมตัวจำเลยไปจำคุก  จะต้องมีกฎหมายกำหนด กระบวนการ เพื่อดำเนินการอันเป็นขั้นตอนหลังคำพิพากษาอีก  จึงจะถือได้ว่ามีการลงโทษจำคุกจำเลย จะทำตามอำเภอใจของเจ้าพนักงานไม่ได้   ซึ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  ได้บัญญัติเรื่องกระบวนการหลังจากศาลมีคำพิพากษาไว้ว่า

มาตรา ๗๔   ภายใต้บังคับ แห่งมาตรา ๗๓  และ มาตรา ๑๘๕  วรรค ๒   เมื่อผู้ใด    ต้องคำพิพากษาให้จำคุก   หรือ ประหารชีวิต    หรือ จะต้องจำคุกแทนค่าปรับ      ให้ ศาล ออก หมายจำคุก บุคคลผู้นั้นไว้.

 

บทบัญญัติ มาตรา ๗๔  ดังกล่าว  เป็นบทบังคับให้ศาลต้องดำเนินการ ต่อจากการพิพากษาให้จำคุกบุคคลใด แล้ว   ว่าจะต้อง มีหน้าที่  ออกหมายจำคุก บุคคลผู้นั้นไว้. 

เมื่อศาลออกหมายจำคุก แล้ว  หมายจำคุกนั้นจะถูกส่งไปให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ดำเนินการ นำตัวบุคคลผู้นั้น (จำเลย)  ไปจำคุก  (กักขังไว้ที่ เรือนจำ)      (ดูข้อความในหมายจำคุก เมื่อคดีถึงที่สุด)  

 

หมายจำคุก  จึงเป็นหลักฐาน ตามกฎหมาย แสดงว่า  ศาลได้มีคำพิพากษาให้จำคุก จำเลย   หากศาลไม่ได้ออกหมายจำคุกบุคคลใด   ก็ถือไม่ได้ว่า     บุคคลนั้นต้องคำพิพากษาให้จำคุก.

 

ศาลจะออกหมายจำคุกได้เมื่อไร.

การออกหมายจำคุก เป็นวิธีการในการบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีอาญาซึ่งจะต้องทำตามขั้นตอน และวิธีการ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้  กล่าวคือ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา ๒๔๕ บัญญัติว่า

มาตรา ๒๔๕   ภายใต้บังคับมาตรา  ๒๔๖,  ๒๔๗,   และ ๒๔๘   เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว  ให้บังคับคดี โดยไม่ชักช้า

ศาลชั้นต้น มีหน้าที่ต้องส่งสำนวนคดีที่พิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิต   หรือ จำคุกตลอดชีวิต  ไปยังศาลอุทธรณ์ ในเมื่อไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษานั้น   และ คำพิพากษาเช่นว่านี้จะยังไม่ถึงที่สุด  เว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืน.

      

นอกจากนี้   รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พุทธศักราช ๒๕๔๐  มาตรา ๓๓ บัญญัติว่า

มาตรา ๓๓  ในคดีอาญา  ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า  ผู้ต้องหา  หรือ  จำเลย      ไม่มีความผิด

ก่อนมีคำพิพากษา อันถึงที่สุด แสดงว่าบุคคลใด ได้กระทำผิด  จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำผิดมิได้.

บทบัญญัติดังกล่าวชี้ให้เห็น อย่างชัดเจนว่า  ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด ของศาลแสดงว่า บุคคลใดได้กระทำผิด  ยังถือไม่ได้ ว่าบุคคลนั้นเป็นผู้กระทำผิด  ศาลก็ดี  เจ้าพนักงานอื่นใดที่เกี่ยวข้องก็ดี  จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำผิดมิได้.

 

ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด  และ เห็นว่าจำเลยควรได้รับโทษจำคุก  ศาลก็จะ กำหนดโทษจำคุกไว้ ในคำพิพากษา  เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาแล้ว  การบังคับคดี ตามคำพิพากษาของศาล  ศาล ต้องออกหมายจำคุกจำเลย เพื่อสั่งให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ควบคุมตัวจำเลยไปกักขังไว้ในเรือนจำ     แต่ ในระหว่างที่คำพิพากษายังไม่ถึงที่สุด   ศาลจะออก หมายขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกา ซึ่งเป็นหมายสีเหลืองไว้ก่อน 

การขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกา  ถือว่าเป็นการขังระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา เป็นการขังโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา ๗๑  มิใช่เป็นการขังเพื่อลงโทษตามคำพิพากษา  การขังจำเลยไว้ในระหว่างพิจารณาเจ้าพนักงาน หรือบุคคลใดจะปฏิบัติต่อจำเลยนั้นเสมือนเป็นผู้กระผิดไม่ได้         (รัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๓๓)        

เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดแสดงว่าจำเลยได้กระทำความผิด ศาลจึงจะออก   หมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด  ซึ่งเป็นหมายสีแดง.    เมื่อมีหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว จึงถือได้ว่าจำเลยต้องคำพิพากษาให้จำคุกแล้ว   และสามารถปฏิบัติต่อจำเลย ในฐานะเป็นผู้กระทำความผิด (นักโทษเด็ดขาด)  ตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ได้.

หมายเหตุ

       หมายขังระหว่างอุทธรณ์ฎีกา    ไม่ถือว่า เป็นหมายที่ศาลสั่งให้ ผู้บัญชาการเรือนจำ ลงโทษจำคุกจำเลย   เพราะในหมายดังกล่าว    ใช้ข้อความว่า        “เพราะฉะนั้น  ให้ผู้บัญชาการเรือนจำ ขัง………………..จำเลย ไว้ในระหว่างอุทธรณ์ฎีกา ……………”       ไม่ได้ใช้ข้อความอย่างเดียวกับข้อความ ในหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด (หมายแดง) ว่า             “ เพราะฉะนั้น  ให้ผู้บัญชาการเรือนจำ  จำคุก……จำเลย  ไว้ตามหมายนี้   เมื่อครบกำหนดโทษแล้วให้ปล่อยตัวไปทันที.  

 

ข้อกฎหมายที่ยืนยันว่าในกรณีที่มีการควบคุมตัวจำเลยไว้ในระหว่างอุทธรณ์ฎีกานั้นไม่ถือว่าเป็นการลงโทษจำคุกจำเลย  คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา  ๗๓.

 

มาตรา ๗๓   คดีใดอยู่ระหว่างอุทธรณ์ฎีกา    ถ้าจำเลย ต้องควบคุม  หรือ ขัง  มาแล้วเท่ากับ  หรือเกินกว่า กำหนด จำคุก   หรือ กำหนดจำคุกแทนตามคำพิพากษา   ให้ศาลออกหมายปล่อยจำเลย  เว้นแต่จะเห็นสมควรเป็นอย่างอื่น ในกรณีที่โจทก์ อุทธรณ์ฎีกา ในทำนองขอให้เพิ่มโทษ.

 

คำพิพากษาถึงที่สุดเมื่อไร.

       ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ  จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ  ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา ๑๕.

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๗ บัญญัติว่า

มาตรา ๑๔๗         คำพิพากษา หรือ คำสั่งใด  ซึ่งตามกฎหมาย จะอุทธรณ์ฎีกา  หรือขอให้พิจารณาใหม่ไม่ได้นั้น   ให้ถือว่าเป็นที่สุด ตั้งแต่วันที่ได้อ่านเป็นต้นไป.

คำพิพากษา หรือ คำสั่งใด   ซึ่งอาจ อุทธรณ์  ฎีกา หรือ มีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น   ถ้ามิได้อุทธรณ์  ฎีกา  หรือ ร้องขอให้พิจารณาใหม่ ภายในเวลาที่กำหนดไว้   ให้ถือว่า เป็นที่สุดตั้งแต่ ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง    ถ้าได้มีอุทธรณ์   ฎีกา   หรือ มีคำขอให้พิจารณาใหม่  และ ศาลอุทธรณ์ หรือ ศาลฎีกา  หรือศาลชั้นต้น ซึ่งพิจารณาคดีเรื่องนั้นใหม่  มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ ตามที่บัญญัติไว้ใน  มาตรา ๑๓๒     คำพิพากษา หรือ คำสั่งเช่นว่านั้น ให้ถือว่า เป็นที่สุด ตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ.

คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด อาจยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้น ซึ่งพิจารณาคดีนั้น  ให้ออกใบสำคัญ แสดงว่า คำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นได้ถึงที่สุดแล้ว.

 

การอุทธรณ์ฎีกา

“อุทธรณ์”  หมายความว่า   ยื่นฟ้อง หรือ ยื่นคำร้อง ต่อศาลสูง คัดค้าน    คำพิพากษา  หรือ คำสั่งของศาลชั้นต้น.

       “ฎีกา”   หมายความว่า   การคัดค้าน คำพิพากษา หรือ คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ ที่คู่ความยื่นต่อศาลชั้นต้น เพื่อเสนอให้ศาลฎีกา พิจารณา พิพากษา  หรือ วินิจฉัยชี้ขาด.

 

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา ๑๙๓  บัญญัติว่า

มาตรา ๑๙๓   คดีอุทธรณ์ คำพิพากษา หรือ คำสั่งศาลชั้นต้น ในข้อเท็จจริง  และ     ข้อกฎหมาย   ให้อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์   เว้นแต่ จะถูกห้ามอุทธรณ์โดย ประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น

อุทธรณ์ทุกฉบับ ต้องระบุข้อเท็จจริงโดยย่อ  หรือข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงเป็นลำดับ.

 

การที่กฎหมายบัญญัติเรื่องอุทธรณ์ฎีกาไว้เช่นนี้   แสดงว่า กฎหมายถือว่า การอุทธรณ์ และ ฎีกา  เป็นสิทธิของคู่ความ  สิทธิจะหมดไป  หรือน้อยลง  ก็ต่อเมื่อมีกฎหมายบัญญัติจำกัดสิทธิไว้  (รัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา  ๒๙)    ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด  และสั่งให้ลงโทษจำเลย    จำเลยย่อมมีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์  คัดค้าน  หรือโต้แย้ง คำพิพากษา หรือ คำสั่งของศาลชั้นต้นได้  ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว.

เมื่อจำเลยมีสิทธิ และได้ใช้สิทธิ อุทธรณ์ แล้ว   คำพิพากษา หรือ คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงยังไม่ถึงที่สุด   ศาลจะ ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด และ บังคับคดีตามคำพิพากษา หรือ คำสั่งของศาลชั้นต้นทันทีไม่ได้  และจะปฏิบัติต่อจำเลย  เสมือนเป็นผู้กระทำความผิด (เป็นนักโทษเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์)ไม่ได้.

 

การบังคับให้รัฐมนตรีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่ามีความผิด และมีคำสั่งให้ลงโทษจำคุก แต่คดียังไม่ถึงที่สุดให้พ้นจากตำแหน่ง   ถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติต่อรัฐมนตรีคนนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำผิดแล้วเป็นการต้องห้าม ตาม  มาตรา ๓๓    เนื่องจากกฎหมายให้สิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้อยู่  อันเป็นสิทธิตามกฎหมายย่อมได้รับความคุ้มครอง.

 

ข้อสังเกต

เมื่อได้พิจารณา ข้อกฎหมาย และ เหตุผลที่ได้หยิบยกขึ้นมาอธิบายดังกล่าวแล้ว  จะเห็นได้ว่า  แม้กฎหมายจะใช้ข้อความว่า  “ต้องคำพิพากษา ให้จำคุก”   ก็มีความหมายเช่นเดียวกับ  ข้อความว่า  “ต้องคำพิพากษา ถึงที่สุด ให้จำคุก”    เพราะกระบวนพิจารณาที่ตามมาภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลยแล้ว  ได้แก่  การออกหมายจำคุกก็ดี    การปฏิบัติต่อจำเลยเสมือนเป็นผู้กระทำผิดก็ดี    การบังคับคดีตามคำพิพากษาก็ดี   กฎหมายมีบทบัญญัติบังคับไว้ว่า    จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อ   คำพิพากษาถึงที่สุดแล้วเท่านั้น.

 

มีปัญหาที่จะต้องตีความต่อไปอีกว่า   ถ้าศาลพิพากษาว่ารัฐมนตรีมีความผิดกฎหมายอาญาฐานใดฐานหนึ่ง  และ ศาลเพียงแต่ กำหนดโทษที่จะลงไว้  ว่าเป็นโทษจำคุก  และ โทษปรับ  แต่ ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด  ยังไม่สั่งให้ลงโทษจำคุกในการกระทำผิดครั้งนี้   คงสั่งให้ ลงโทษปรับสถานเดียว  รัฐมนตรีท่านนั้นจะต้องพ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา ๒๑๖ () หรือไม่ ?

 

การตอบคำถามเรื่องนี้ คงจะต้องทำความเข้าใจเรื่องการรอการลงโทษจำคุก ว่าการรอการลงโทษคืออะไร  มีหลักเกณฑ์ตามกฎหมายอย่างไร


การรอการลงโทษ

การรอการลงโทษคืออะไร.

เรื่องการรอการลงโทษ  เป็นบทบัญญัติ  ในประมวลกฎหมายอาญา  ภาค ๑   ลักษณะ ๑   หมวด ๓     ส่วนที่ ๓   (มาตรา ๕๖)

มาตรา ๕๖     ผู้ใดกระทำความผิด  ซึ่งมีโทษจำคุก     และ ในคดีนั้น   ศาลจะลงโทษจำคุก ไม่เกินสองปี       ถ้าไม่ปรากฏว่า  ผู้นั้น ได้รับโทษจำคุกมาก่อน    หรือ ปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน    แต่เป็นโทษสำหรับความผิด ที่ได้กระทำโดยประมาท    หรือ ความผิดลหุโทษ    เมื่อศาลได้คำนึงถึง  อายุ    ประวัติ    ความประพฤติ    สติปัญญา     การศึกษาอบรม    สุขภาพ    ภาวะแห่งจิต    นิสัย    อาชีพ  และ สิ่งแวดล้อมของผู้นั้น    หรือ สภาพความผิด    หรือ เหตุอื่น อันควรปราณี แล้ว    เห็นเป็นการสมควร    ศาลจะพิพากษาว่าผู้นั้นมีความผิด  แต่ รอการกำหนดโทษไว้    หรือ กำหนดโทษ  แต่ รอการลงโทษไว้ แล้วปล่อยตัวไป   เพื่อให้โอกาสผู้นั้นกลับตัวภายในระยะเวลาที่ศาลจะได้กำหนด   แต่ต้องไม่เกินห้าปี นับแต่วันที่ศาลพิพากษา   โดยจะกำหนดเงื่อนไข เพื่อคุมประพฤติของผู้นั้นด้วยหรือไม่ก็ได้.

เงื่อนไข  ………………..

 

ถ้อยคำที่ควรพิจารณา

        “รอ”   หมายความว่า   ยับยั้ง    หยุดไว้    พักไว้    ชงักอยู่.

       “ลงโทษ”    หมายความว่า    ทำโทษ.

       “โทษ”   หมายความว่า     มาตรการที่กฎหมายกำหนดไว้   สำหรับ ลงโทษ แก่ผู้กระทำความผิดอาญา  ได้แก่    การประหารชีวิต,     การจำคุก,     การกักขัง,    การปรับ,     และ   การริบทรัพย์สิน.    

       “กำหนด”   หมายความว่า   ตราไว้    หมายไว้    ตั้งไว้.

       “กำหนดโทษ”   หมายความว่า    ตั้งโทษไว้   เช่น   กำหนดโทษ จำคุก  ๖ เดือน  และ ปรับ  ๕๐,๐๐๐ บาท.  (ยังไม่ได้ลงโทษ)

      

ในกรณีที่ศาลมีดุลพินิจ สมควรรอการลงโทษจำเลย   หมายความว่า  ศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยได้กระทำความผิดกฎหมายอาญา   และศาลได้พิจารณาข้อมูลในเรื่องที่เกี่ยวกับจำเลย ตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖  กำหนดไว้      ได้แก่  อายุ    ประวัติ    ความประพฤติ    สติปัญญา    การศึกษาอบรม    สุขภาพ    ภาวะแห่งจิต     นิสัย    อาชีพ และ สิ่งแวดล้อมของผู้นั้น    หรือ   สภาพความผิด    หรือ  เหตุอื่นอันควรปราณี แล้ว  ศาลเห็นว่า  การกระทำความผิดของจำเลยครั้งนี้  จำเลยยังไม่ควรได้รับโทษถึงจำคุก  ควรให้รอการลงโทษจำคุกไว้ก่อน       ในกรณีเช่นนี้ กฎหมายกำหนดวิธีการบังคับศาลไว้ว่า    ให้ศาลเพียงแต่  กำหนดโทษที่จะลงโทษ แก่จำเลย  และ มีคำสั่งให้รอการลงโทษไว้ก่อน  และจะต้องสั่งให้ออกหมายปล่อยจำเลยด้วย.   

 

 ในทางปฏิบัติ  ส่วนมาก  เมื่อศาลจะไม่ลงโทษจำคุกจำเลย ศาลก็จะลงโทษปรับ  โดยศาลจะพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด  แล้วกำหนดโทษ ทั้ง โทษจำคุก และ โทษปรับไว้ด้วย    แต่โทษจำคุกให้รอไว้  คงให้ลงโทษปรับจำเลยเพียงอย่างเดียว   จะมีการลงโทษจำคุกที่ศาลได้กำหนดไว้  ต่อเมื่อ ได้มีการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังที่ศาลกำหนด   หรือ  ได้มีการกระทำความผิดภายในเวลาที่ศาลกำหนด  (มาตรา  ๕๗,  ๕๘) .

 

คำพิพากษา คดีที่ศาลรอการลงโทษ  ตามประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา ๕๖     หาก จะ ใช้ข้อความให้ ตรงตามตัวบทกฎหมาย  จะต้องใช้ข้อความตาม มาตรา ๕๖    ว่า   

 

“พิพากษาว่า   จำเลยมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา  …….     กำหนดโทษ จำคุก …..เดือน  และ ปรับ………บาท   โทษจำคุกให้รอไว้มีกำหนด …..ปี    คงลงโทษปรับสถานเดียว   ถ้าไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตาม มาตรา ๒๙,  ๓๐  ให้……………”   

 

ที่ใช้คำว่า   กำหนดโทษ …..เพราะ  มาตรา  ๕๖   ใช้ข้อความว่า    “…หรือ   กำหนดโทษ  แต่ รอการลงโทษไว้  แล้วปล่อยตัวไป….”   มาตรา ๕๖  ไม่ได้ให้ใช้ ข้อความว่า            “ให้จำคุก…”   หรือ “ให้ลงโทษจำคุก”     แต่ รอการลงโทษไว้ แล้วปล่อยตัวไป …….”

 

ผลของคำพิพากษาคดีที่ศาลรอการลงโทษจำคุก  ก็คือศาลไม่ได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย  ศาลเพียงแต่กำหนดโทษจำคุกที่จะลงโทษแก่จำเลยไว้ และสั่งให้รอการลงโทษไว้ก่อน   คงลงแต่โทษปรับอย่างเดียว  และต้องสั่งให้ออกหมายปล่อยจำเลยด้วย    เว้นแต่จำเลยมีประกันตัวไปและได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวไม่ถูกขังระหว่างพิจารณาศาลก็ไม่ต้องออกหมายปล่อย เมื่อจำเลยกระทำความผิดอีกภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนดไว้ และความผิดที่กระทำครั้งหลัง มิใช่ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท  หรือ ความผิดลหุโทษ  และศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกสำหรับความผิดครั้งหลังนั้น  กฎหมายบังคับศาลที่พิพากษาคดีหลัง  บวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีหลัง.  

นอกจากนั้น ในคดีที่ศาลรอการลงโทษดังกล่าว  ศาลก็ไม่ได้ออกหมายจำคุกจำเลย  ตามบทบังคับ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา ๗๔.  ถ้าต้องขังอยู่ระหว่างพิจารณาศาลต้องออกหมายปล่อยจำเลย   จึงไม่ถือว่า จำเลย ต้องคำพิพากษาให้จำคุก.

 

การที่ศาลเขียนคำพิพากษาโดยใช้ข้อความว่า   “….ให้ลงโทษจำคุก จำเลย…”    ในคดีที่มีการรอการลงโทษ   จึงเป็นการใช้ถ้อยคำ ไม่ตรงกับที่บัญญัติไว้  ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา  ๕๖   และ  คงจะต้องแปลความหมาย  หรือตีความ คำว่า “ให้ลงโทษจำคุก”   ในกรณีนี้ว่า  ศาลเพียงแต่ กำหนดโทษจำคุก ที่จะลงแก่จำเลยไว้ ตามบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ เท่านั้น  จะตีความว่าศาลสั่งให้ลงโทษจำคุกจำเลย  แล้วหาได้ไม่    เพราะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของ การให้มีการรอการลงโทษจำคุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖.

 

สรุป

คดีที่จำเลย ต้องคำพิพากษาให้จำคุก    หมายความว่า   คดีนั้นจำเลยถูกศาลพิพากษาชี้ขาดตัดสินว่า  เป็นผู้กระทำความผิดอาญา    และ ศาล มีคำสั่งให้ลงโทษจำคุกจำเลย  โดย จะกำหนด ระยะเวลาจำคุก ด้วยว่า   ให้จำคุกมีกำหนดเวลา  เท่าใด  เป็น    ปี      เดือน     หรือ  วัน       และ ศาลจะต้องมีการ ออกหมายจำคุกจำเลย  เพื่อสั่งให้     เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์  ควบคุมตัวจำเลย ไปกักขังไว้ในเรือนจำ  (. วิอาญา  มาตรา๗๔)  เมื่อเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้รับหมายจำคุกจากศาลแล้ว มีหน้าที่ต้องควบคุมตัวจำเลยไปจำคุก คือเอาไปขังไว้ในคุก  หรือ เรือนจำ. 

 

การที่ศาลกำหนดโทษจำคุก  และโทษปรับแต่รอการลงโทษจำคุกจำเลย  เป็นกรณีที่  ศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด และกำหนดโทษ ที่จะลงโทษจำเลยไว้ ๒ ประเภท คือโทษจำคุก และโทษปรับ  แต่ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยไว้ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖  คงลงโทษปรับจำเลยสถานเดียว   ผลที่สุดของคำพิพากษาฉบับนี้ จึงเป็นว่า  จำเลยต้องคำพิพากษาให้ปรับ   มิได้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก.

ดังนั้น  รัฐมนตรี ที่ถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิด และ ได้กำหนดโทษ ทั้งโทษจำคุก  และ โทษปรับ  แต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ก่อน  คงลงโทษปรับสถานเดียว   ถือว่ารัฐมนตรีต้องคำพิพากษาให้ปรับ    มิได้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก  ตามนัยแห่งบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๒๑๖  ()   ความเป็นรัฐมนตรีจึงไม่สิ้นสุดลง.

 

การที่มีผู้กล่าวอ้างว่า  เจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ   ให้ความหมายของข้อความว่า  “ต้องคำพิพากษาให้จำคุก”   หมายความว่า  จำเลยไม่จำเป็นต้องถูกนำตัวไปขังไว้ในคุก  ยังคงอยู่ที่บ้านได้  ไปปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีได้  ก็ถือว่า ต้องคำพิพากษาให้จำคุกแล้ว  แสดงว่าบุคคลเหล่านั้น  ไม่ยอมรับว่า คำนิยามในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานได้กำหนดไว้ เป็นความหมายที่ถูกต้อง   และไม่ยอมรับว่า การรอการลงโทษจำคุกหมายความว่า  ศาลไม่ได้พิพากษาให้ลงโทษจำคุก     หากเป็นเช่นนั้น  คนที่ถูกศาลพิพากษา    ให้จำคุกในคดีอื่นๆ  ก็จะอาศัยการตีความนั้น ขอออกจากเรือนจำ (คุก)  ไปอยู่ข้างนอก  เพราะมีความหมายเหมือนกัน  บ้านเมืองคงจะสับสนไม่น้อย      และรัฐคงไม่ต้องเสีย     งบประมาณสร้างเรือนจำ    และราชบัณฑิตยสถานก็คงจะต้องแก้คำนิยามใหม่ เพื่อให้คนไทยทุกคนเข้าใจความหมายตรงกัน.

ผู้เขียนเห็นว่า  หากรัฐธรรมนูญฯ   มีความมุ่งหมายเช่นนั้น  คงจะไม่ใช้ ถ้อยคำ  และ ข้อความที่มีปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นแน่   เพราะข้อความที่บอกให้ทราบถึงเจตนารมณ์เช่นนั้นมีมากมาย  เช่น  

ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว  เมื่อ

()………………. 

()  ต้องคำพิพากษา ไม่ว่าของศาลใด  ว่า มีความผิดกฎหมายอาญา ในฐานความผิดที่มีโทษจำคุก

ถ้าเขียนด้วยข้อความอย่างนี้ ก็คงไม่ต้องมาตีความกันให้เป็นที่สับสน.

เมื่อไม่ได้ใช้ถ้อยคำเป็นอย่างอื่น  แต่ได้ใช้ถ้อยคำ  หรือ ข้อความที่ ปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายอาญา  และ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  ซึ่งใช้บังคับอยู่  ยังไม่ได้มีการยกเลิก  ศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดของประเทศในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ก็ได้เคยมีคำพิพากษาตีความไว้เป็นบรรทัดฐานแล้ว   ผู้คนในบ้านเมืองก็เข้าใจ และปฏิบัติตามตลอดมา   คำนิยามความหมายของถ้อยคำต่างๆ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ก็ไม่ได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง   ก็ต้องถือว่ากฎหมายที่บัญญัติใหม่ในภายหลัง  ถือเอาความหมายตามที่เคยบัญญัติและตีความไว้เดิม

หากผู้ร่าง หรือ รัฐสภา ต้องการให้มีความหมายเป็นอย่างอื่น น่าจะต้องบัญญัติข้อความไว้เป็นพิเศษให้แตกต่างจากกฎหมายเดิม  เพราะมีอำนาจที่จะทำได้.  การใช้ข้อความเดิม แล้วมาอ้างว่าไม่ต้องการให้มีความหมายอย่างเดิม จึงน่าจะไม่ถูกต้อง   และที่มีการกล่าวอ้างว่า  การตีความรัฐธรรมนูญฯจะตีความเหมือนการตีความกฎหมายธรรมดาไม่ได้ จะต้องตีความโดยคำนึงถึงหลักรัฐศาสตร์ด้วยนั้น  จะตีความกันอย่างไร  เพราะกฎหมายบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร และถ้อยคำต่างๆจะต้องเป็นถ้อยคำที่ทางราชการบัญญัติไว้ให้ใช้

 

หมายเหตุ

การตีความรัฐธรรมนูญฯดังที่ผู้เขียนเขียนขึ้นมานี้  ในที่สุดศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยซึ่งเป็นคำวินิจฉัยกลางแล้วว่า    ความเป็นรัฐมนตรีของนายเนวิน  ชิดชอบ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังไม่สิ้นสุดลง  ตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา  ๒๑๖()    แต่คำวินิจฉัยกลางดังกล่าวไม่ใช่เป็นคำวินิจฉัยที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกท่านมีความเห็นเป็นเอกฉันท์    ต่างคนต่างมีความคิดความเห็นไปคนละทาง   เนื่องจากยังไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งในเรื่องการตีความปรากฏการณ์เช่นนี้จึงมีขึ้นเป็นประจำ  และจะคงมีอยู่ตลอดไป    หากไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ให้แน่ชัดความสับสนและการโต้เถียงกันในเรื่องนี้ก็คงจะไม่มีวันจบสิ้น    ผลเสียจะตกอยู่แก่ปวงชนชาวไทยซึ่งไม่มีอำนาจในการตีความและวินิจฉัยชี้ขาดกฎหมาย  เพราะไม่ทราบว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะมีการตีความกฎหมายกันอย่างไรอีก    และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในภายภาคหน้า   บุคคลที่เข้ามาดำรงตำแหน่งใหม่และเป็นเสียงข้างมากอาจมีความเห็นแตกต่างไปอีกก็ได้  ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่ง    ผู้ที่มีอำนาจบริหารบ้านเมือง   หรือที่มีอำนาจตรากฎหมายน่าจะต้องรีบตรากฎหมายในเรื่องนี้โดยด่วน   เพื่อขจัดความทุกข์ดังกล่าว    

 

บทความเรื่องการตีความกฎหมายไทยที่ผู้เขียนเขียนขึ้นนี้ได้เขียนขึ้นตามแนวทางที่ผู้เขียนค้นพบและได้ถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติตลอดมา และสามารถอธิบายตอบคำถามของผู้มีความสงสัยได้แต่ผู้เขียนไม่ทราบว่าจะมีผู้เห็นด้วยกับความเห็นของผู้เขียนหรือไม่   ดังนั้นเมื่อท่านผู้อ่านบทความนี้แล้วมีความเห็นอย่างไร  กรุณาช่วยกันแสดงความเห็นด้วยคงจะเป็นประโยชน์แก่วงการนักกฎหมายและปวงชนชาวไทยไม่น้อย  และอาจจะเป็นแรงผลักดันให้ผู้มีอำนาจหน้าที่บัญญัติกฎหมายได้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง   ให้การตีความกฎหมายไทยในอนาคตได้มีการตีความเป็นแนวทางเดียวกัน