บอกต่อเพื่อน เก็บบันทึก ตั้งเป็นหน้าแรก
| หน้าแรก | สาระ |

รายชื่อหมวด

  ทั่วไป
  ออกแบบบ้าน
  ขั้นตอนการปลูกสร้างบ้าน
  ก่อนจะซื้อบ้าน
  ตกแต่งบ้าน
  ดูแลรักษาบ้าน
  ลดค่าใช้จ่ายในบ้าน
  ออกแบบจัดสวน
  การขายบ้านหลังเก่า
  การย้ายบ้าน
  กฏหมายน่ารู้
  สินค้าราคาพิเศษ



    หมวด
ทั่วไป
หัวข้อสาระ


โครงสร้างแผนธุรกิจ สำหรับ SMEs
ชีวิต ความหวัง กำลังใจ (สาระการใช้ชีวิต)
ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานคลื่น
กินทุเรียนให้ปลอดภัย
อะไร ? คือ จีเอ็มโอ (GMOs)
ความลับของความหวาน
อีคิว-ความฉลาดทางอารมณ์
การเลือกซื้อปืนมือ2
Hostile Take Over
สัญญาณเตือนมะเร็ง
ความเป็นไปได้ ในการเกิดแผ่นดินไหว ในกรุงเทพ
ความรู้เรื่องไม้อัดพาร์ติเคล PARTICLE BOARD
วิธีถนอมสายตาสำหรับผู้ที่ทำงานหน้าคอม
สูตรคิดน้ำหนักร่างกายมาตรฐาน
คำศัพท์เกี่ยวกับหุ้น
รู้เรื่อง หยิน และ หยาง
ชาเขียว ความจริงที่คุณต้องรู้
การแพ้ยา
คอเคล็ดพราะตกหมอน
เคล็ดลับ .... ต่อต้านริ้วรอย
ประโยชน์จากการเข้าตลาดหลักทรัพย์
เครื่องดื่มผสมคาเฟอีน
ชาสมุนไพร ดื่มให้ดี มีประโยชน์
ประวัติการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ-หนองงูเห่า
หลักแพทย์แผนไทย การกินอาหารตามธาตุ
สารอาหารและประโยชน์ของ มะระ
การใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV)
กลิ่น...ใครว่าไม่สำคัญ
วิธีเลือกซื้อรองเท้า
ตู้เย็นทำงานอย่างไร
ข้อมูลบริการต่างๆ เกี่ยวกับบ้าน
สูตรกาแฟ
จะทำอย่างไรให้ฟันขาว
อยากเป็นคนเก่งต้องทำอย่างไร..." 7 Thinking method to be genius "
เบอร์โทรแจ้งเหตุฉุกเฉิน
น้ำมันแก๊สโซฮอล์
ขับปลอดภัยเมื่อฝนตก
เคล็ดลับในการรักษาสีรถให้สวยสดใส
บันทึกแด่ลูกรัก
ผลของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ บทเรียนจาก agentina
สาระและวิธีการทำ cocktail
สะพาน "โกลเด้นเกท Golden Gate"
วิธีผ่าแตงโม ให้แคะเมล็ดออกได้ง่าย
ระยะทางระหว่างจังหวัดต่างๆ ในประเทศไทย
คำคมจาก ขงเบ้ง
ข้อมูลที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ของหน่วยงานด้านวิศวกรรมและสถาปัตย์
นพมงคล : ๙ แนวทางสร้างความเจริญแก่ชีวิต รับปีใหม่
รวมแหล่งพัฒนาสมองและการพัฒนาการเด็ก
Risk Management เครื่องมือบริหารความเสี่ยง
พระราชดำริ 14 ข้อนักบริหารเพื่อส่วนรวม (ป๋าเปรมเน้นย้ำ)
ฟรี! โปรแกรม Free Downloads เพียบเลย..
เตือนตัวเอง ด้วยตัวเอง : คำคมและแง่คิดดีๆ
10 สถาปัตย์อัศจรรย์แดนมังกร
๖๐ ข้อคิดบันทึกไว้จากใจพ่อ
รู้จัก "แมวนางกวักโชคลาภ"
นิทาน เวตาล
ClipVDO ๙ คำพ่อสอน 20 ตอน
รวมเว็บไซท์ด้านช่าง
Download พระไตรปิฎกฉบับธรรมทาน
ภาพอาหารน่ากิน
ท่าบริหารเพื่อ การเล่นcom นานๆ
ลิ้งค์น่าสนใจ
ปรัชญาจากหลอดยาสีฟัน
โยคะในที่ทำงาน บรรเทาอาการเมื่อยหลัง
ภูมิศาสตร์ ประเทศไทย
พระบรมราโชวาท
อาหารช่วยลด คอเลสเตอรอล
สูตรทำอาหาร .... น่ากิน...
ตำนานเกี่ยวกับต้นกำเนิดวันสงกรานต์
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
คู่มือเลี้ยงสัตว์
10 อันดับ รถที่แพงที่สุดในโลก
ภาพวาดน่าสนใจใน "วัดพระแก้ว"
สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคปัจจุบัน
10 ของอร่อยหากินยาก
เทศกาลไหว้พระจันทร์
เกษตรตามแนว "ทฤษฎีใหม่"
ที่สุดในโลก
สถาปัตยกรรมธรรมชาติ "ถ้ำ"
ประติมากรรมกรีก
เทพประตู หมึ่งซิ้ง - เทพมงคลจีน
ฮวงจุ้ย บ้านยากจน
ภาวะของแม่และพัฒนาการของทารกในครรภ์
นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ
เทคนิคการสัมภาษณ์งาน
บริหารเวลาอย่างไร ให้มีเวลา ?
ทศชาติชาดก
โบท็อกซ์ (Botox): สวยด้วยยาพิษ
บัญญัติ 10 ประการ สู่ชีวิตยืนยาวและแข็งแรง
Good Idea ของผู้นำยุคใหม่ ...เพื่อการสร้างคน...
P+I =C สูตรเปลี่ยน "วัฒนธรรมองค์กร"
ต้องเหนือกว่าคู่แข่ง
ตามรอยพ่อ...อย่าง “พอเพียง”
ปรัชญา “เศรษฐกิจพอเพียง”
การใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย
30 บาทรักษาทุกโรค
รวมคลิปของในหลวงในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี
ภาพหาดูยาก... ของในหลวง
คลิปโฆษณาที่อยากให้คนไทยได้ดู
มิเตอร์ไฟที่บ้านกับที่อพาร์ทเมนท์ ต่างกันตรงไหน?
แง่คิดจากผีเสื้อ
คติดีๆ...จากปู่เย็น
10 วิธีทำงานให้เจ้านายรัก
สนุกคิดคณิตศาสตร์
Cocoa Beach & Spa (Maldives)
ลดลงแต่กลับได้มากขึ้น
เปิดสมุดปกขาวค้นปมรถดับเพลิงฉาวของกทม.
เคล็ดลับฮวงจุ้ย 128 ข้อ
Autumn in Japan
น้ำพุเต้นระบำ
สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
เปิดกลยุทธ์ฝ่าวิกฤติบ้านจัดสรรรู้ทันข้อมูล-ไม่ลงทุนเกินตัว
เรื่องน่าหัดและ สิ่งที่น่าลอง
ขอเวลา 3 นาที่ก่อนฆ่าตัวตาย
สถาปนิก มีสาขาอะไรกันบ้าง...
การวางผังเมืองมีประโยชน์ยังงัย
แค่รถเล็กๆ ก็พอเพียง
หลัก 7 ประการในการบริหารแรงงาน
10 เคล็ดลับ เพื่อผูกใจพนักงานไว้กับองค์กร
ทำอย่างไร จึงจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ในองค์กร
แหล่งท่องเที่ยวรอบ"สุวรรณภูมิ"
วิธีการคิดและการกระทำของผู้นำแบบ CEO
ประเภทของการประกันภัยรถยนต์
ทำอย่างไรเมื่อรถหาย
เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชน...ทำอย่างไรดี
เวนคืนที่ดินตาบอด25จุดทั่วกรุง กทม.ออก"พ.ร.ฎ."-ของบฯสร้างปี"50
การจราจรใน ก.ท.ม. ปัญหาที่แท้จริงคืออะไร
ปาร์ติเกิลบอร์ด ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยประหยัดการใช้ไม้
ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ
15 อันดับตึกสูง สวยๆ ของโลก
10 สิ่งปลูกสร้างที่น่าสนใจของประเทศจีน
สถาปนิก ต้องมีจรรยาบรรณอะไรบ้าง และแบ่งระดับชั้นกันอย่างไร?
เส้นทางเดินรถเชื่อมต่อสนามบินสุวรรณภูมิ 6 สาย
บริหารพื้นที่ออฟฟิศสไตล์โรงแรม
Bora Bora หมู่เกาะ "ไข่มุกแห่งแปซิฟิก"
38 มงคลชีวิต ยอดเยี่ยมจริงๆ
เคล็ดลับงานครัว
เทคนิคค้าปลีกที่คุณก็ทำได้
อาหารไทยในตลาดโลก
โยคะในที่ทำงาน บรรเทาอาการเมื่อยหลัง
อานิสงส์การทำบุญแบบต่างๆ
บทสวดมนต์ที่สำคัญ
ข้อบังคับจากการประปานครหลวงเกี่ยวกับมาตรวัดน้ำที่ผู้ใช้น้ำควรทราบ
รู้ทัน ลูกเล่น อู่-ช่าง-เซลส์
สภาวิศวกร : ผู้กำหนด "สเป็คส์" วิศวกรไทย
จรรยาบรรณวิศวกร ของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
จะพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างไรให้มีเสถียรภาพ
วันลอยกระทง
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(04/12/49)
จดหมายจาก “พ่อ” ถึง “ลูกชาย” ที่รัก
พระมหากษัตริย์ยอดนักปราชญ์ ๓๒ ปี แห่ง ... เศรษฐกิจพอเพียง
มหาราช มหาปราชญ์
ธรรมราชา ผู้ครองแผ่นดินโดยธรรม
พระราชาผู้เป็น "หนึ่งในโลก"
ฮวงจุ้ยแท้จริงคืออะไรกันแน่
เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำสุดในรอบ 5-6 ปี
ตะลึง! พบ “ทางด่วน” สมัยจิ๋นซีฮ่องเต้
วงจรชีวิต "ตลาดที่อยู่อาศัยไทย" กรณีศึกษา...ฟองสบู่ก่อตัว
เศรษฐกิจพอเพียง กับการพัฒนาคนและหนทางข้างหน้า
สี่ประเด็นปัญหา ของไทยที่ต้องพูดถึง
พรปีใหม่ 2550 จาก "ในหลวง"
เคล็ดลับการปรับฮวงจุ้ยสำหรับ ปีกุน 2550
เลี้ยงลูกอย่างไรไม่ให้ผิดเพศ
ฮวงจุ้ย...เสริมเลิฟ
ตรุษจีน : มงคลอาหารไหว้
ทำอย่างไรจึงจะเกิด "ความคิดสร้างสรรค์ในองค์กร"
วิธีสร้างบุญบารมี (สมเด็จพระญาณสังวร)
ทำสปาที่บ้านด้วยตัวเอง
เมนูมงคลเทศกาลตรุษจีน
ภาวะอาหารเป็นพิษ
หลักการทรงงาน 10 ประการ ของในหลวง
ข้อเท็จจริงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกับความอ้วน
หลัก 7 ข้อ ก่อนคุณจะซื้อรถยนต์
ภาษาอังกฤษที่คนไทยมักใช้ผิดๆ บางศัพท์ที่คุณไม่เคย Get
เสริมมงคล และตัวอย่างการแก้ไขฮวงจุ้ย
วิธีแก้เคล็ดเพื่อให้ชีวิตดีขึ้นตามหลัก ฮวงจุ้ย
ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์
7 ท่านวดหน้าถนอมสายตา
ทำงานอย่างไรให้มีความสุข
ความรู้เกี่ยวกับ ศาลพระภูมิ
เตรียมรับมือ... น้ำท่วมโลก
เนิร์สเซอรี ที่พึ่งของพ่อแม่ยุคใหม่
จะทำอย่างไรถ้าบ้านคุณอยู่ตรงทางตัน
14 กลเม็ดง่ายๆ กู้วิกฤติโลกร้อน!
ลาวกับวิสัยทัศน์ “Battery of Asia”
วิธีการฟื้นเศรษฐกิจตกต่ำ
สัญญาณเตือนภัยที่ต้องจับตา ปี50
เปิดลายแทงเที่ยวสงกรานต์กรุงเทพมหานคร
เวียดนามลงทุน ไฮสปีดเทรนแสนล้านเสร็จใน 6 ปี
สงกรานต์ 4 ภาค...เสน่ห์แห่งความแตกต่าง
แคมเปญเช็คสาพรถต้อนรับสงกรานต์ 50
นางสงกรานต์ คำพยากรณ์...คติในตำนาน
ตำนานเกี่ยวกับกำเนิดวันสงกรานต์
5 เทคนิคฝึกสมองให้ฉลาด
นั่งสมาธิ..เพิ่มเนื้อที่สมอง
เริ่มต้นเป็น SMEs เขียนแผนธุรกิจแนวพอเพียง
รีสอร์ตเพื่อผู้พิการ
สามก๊กฉบับคนขายชาติ
ประวัติพระอริยสงฆ์
เครื่องดื่มสูตรเด็ดเคล็ดหุ่นสวย
ตำนาน ฮก ลก ซิ่ว
อิทธิพลศิลปะพม่า ในอาณาจักรล้านนา
น้ำมันไบโอดีเซล
น้ำมันแก๊สโซฮอล์
7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่
ข้อเปรียบเทียบ LPG & NGV
รูปกรุงเทพมหานครสมัยก่อน
เคล็ดการแก้ฝันบางส่วนตามตำราโบราณ
ซับไพร์มคืออะไร
คุ้มค่าหรือไม่ถ้าจะรีไฟแนนซ์บ้าน
ฟิล์มกรองแสง
15 อันดับตึกสูง สวยๆ ของโลก
สารพัดวิธีทำให้หนูน้อยอารมณ์ดี
เบอร์ดทรสำคัญเผื่อตังหายน่ะ
กฎเหล็ก 7 ประการ ในการเป็นผู้นำ
ต้นไม้เรืองแสง
กรีนบอร์ด วัสดุใหม่เพื่อสิ่งแวดล้อม
สถาปัตยกรรมร่วมสมัยบนเกาะบาหลี
เลือกดื่มอย่างไร ไม่ทำให้อ้วน
‘ซูเปอร์ซีเมนต์’ มิติใหม่วัสดุก่อสร้าง
ซื้อแฟรนไชส์อย่างไรไม่ให้ถูกหลอก
4โครงการลงศรีนครินทร์
เจาะลึก “คุณคะ” ยุทธวิธีแก้ภาพการบินไทย
ทิศทางการผลิตและราคาน้ำมันในอนาคต
เมื่อเกิดแผ่นดินไหว Earthquakes
30 วิธี ที่ช่วยให้ชีวิต "มีความสุข"ยิ่งขึ้น
"นาร์กิส" ธรรมชาติพิโรธ ถล่มพม่า!
มหัศจรรย์ “บุโรพุทโธ”
E85 และน้ำมันสารพัดชนิด
ชลบุรีใน อดีด พ.ศ. 2490 หรือเมื่อ 59 ปีที่ แล้ว
ที่มาของ "บะจ่าง"
ดูชัดๆ ไทยยกแผ่นดินพระวิหารให้เขมร!!
โอกาสไทยทวงคืน “ประสาทพระวิหาร” ย้อนดูคำประท้วงคำตัดสินของศาลโลก
สนพ. แนะวิธีใช้รถช่วงหน้าฝน
ตำนาน ฮก ลก ซิ่ว
พิธีการปูที่นอน
แสงอาทิตย์เปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าได้อย่างไร
คิดบวก ชีวิตบวก
“ยำเกสรชมพู่” ... เมนูเพื่อนสุขภาพ ตำรับพระราชทาน สมเด็จพระเทพฯ
น้ำมันไบโอดีเซล
วิจัยชี้ 22ตำหรับอาหารไทยต้านโรคมะเร็ง
แผนที่โลกใหม่-น้ำท่วมโลกจริงหรือ?
รถพลังงานไฮโดรเจนของคนไทย
วิธีสร้างสมาธิ ในการทำงาน
2551 น้ำท่วมกรุงเทพฯ
รถบ้าน บ้านรถ
วิจัยพบ สวดมนต์ สมาธิ วิปัสสนา รักษาโรคได้
ภาพเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส
ภาพลาวาจากภูเขาไฟสวยๆ
MALDIVES เกาะในฝัน
ภาพข้างในปิรามิด..
รวมบทกวีปลุกพลังใจพันธมิตรฯ ของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
THE PALM ISLANDS สิ่งมหัศจรรย์แห่งโลกอนาคตที่ดูไบ
ซานอัลฟองโซ เดล มาร์ สระว่ายน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก
10 อันดับ ต้นไม้มหัศจรรย์
ธนาคารที่สวยที่สุดในประเทศไทย
ภัตตาคารบนต้นไม้ที่ญี่ปุ่น
ภัยจากสนามเด็กเล่น อันตรายใกล้ตัวที่ควรระวัง
วัดพระมหาแก้ว ใช้ขวดสร้าง 1.5 ล้านขวด
โบสถ์สแตนเลส แห่งเดียวในโลก
ไขปริศนาเลขบัตรประชาชนไทยทั้ง 13 หลัก
81 เรื่องของ “ในหลวง” ที่คนไทยควรรู้
ระบบกันขโมยที่เหมาะสำหรับบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว
เคล็ดไม่รับการกันขโมย แบบง่าย
โครงการหมู่บ้านมี รปภ. อยู่แล้ว ควรติดสัญญาณกันขโมยหรือไม่ ?
สุดยอด...มหาวิหารชาวคริสต์
มาเพิ่มพลังสมองกันเถอะ
บ้านดิน "ถู่โหลว" ในฤดูใบไม้ผลิ
โอกาสทองในการซื้อบ้านมาหรือยัง?
เซาว์น่าอินฟราเรด
อยากรู้มั๊ย..ปั่นหุ้นเค้าทำกันอย่างไร!!
คู่มือการเลี้ยงลูกให้ได้ดี
สุดยอดสะพานสวย
เทศกาลซากุระ Sakura Festival
อีกประโยชน์หนึ่งของถุงพลาสติก
ขนมเค้กน่ารักๆ
10 อันดับเมฆที่หาดูได้ยาก‏
บ้านเคลื่อนที่ : Mobile-truck
ที่จอดรถใต้ดินแบบป็อปอัพ
แนวคิดรถบ้านเคลื่อนที่ "มินิ" สุดล้ำ "สะดวก สดใส ยืดหดได้"
พระกระแสดำรัสเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2552
สุดยอด! ม.เทคโนโลยีสุรนารี สร้างเรือผ้าใบช่วยน้ำท่วม
วิธีตรวจเช็คไฟรั่วในน้ำอย่างง่าย
ขวดช่างไฟ .. เช็คไฟรั่ว ลองทำดูครับ ไม่ยากเลย

        วิธีสร้างบุญบารมี (สมเด็จพระญาณสังวร)

หมวด : ทั่วไป    
จำนวนคนอ่าน 1857    

วิธีสร้างบุญบารมี

                                                                      (สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช)

                บุญ        ความหมายตามพจนานุกรมพุทธศาสน์ของพระราชวรมุนี   (ประยุทธ์  ปยุตฺโต)  กล่าวว่า  บุญ  คือ  เครื่องชำระสันดาน  ความดี  กุศล  ความประพฤติชอบทางกาย  วาจาและใจ  กุศลธรรม

                บารมี    คือ  คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด  เพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงยิ่ง

                วิธีสร้างบุญบารมีในพระพุทธศาสนามีอยู่    ขั้นตอน  คือ  การให้ทาน  การถือศีล  และการเจริญภาวนา  ที่นิยมเรียกกันว่า  “ทาน  ศีล  ภาวนา”  ซึ่งการให้ทานหรือการทำทานนั้นเป็นการสร้างบุญที่ต่ำที่สุด  ได้บุญน้อยที่สุด  ไม่ว่าจะทำมากอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะได้บุญมากไปกว่าการถือศีลไปได้  การถือศีลนั้นแม้จะมากอย่างไร  ก็ไม่มีทางที่จะได้บุญมากเกินไปกว่าการเจริญภาวนาไปได้  ฉะนั้น  การเจริญภาวนานั้น  จึงเป็นการสร้างบุญบารมีที่สูงที่สุด  ได้มากที่สุด  ในทุกวันนี้เรารู้จักกันแต่การให้ทานอย่างเดียว  เช่นการทำบุญตักบาตร  ทอดกฐิน  ผ้าป่า  สละทรัพย์สร้างโบสถ์  วิหาร ศาลาการเปรียญ  ส่วนการถือศีลแม้จะได้บุญมากกว่าการทำทานก็ยังมีการทำกันเป็นส่วนน้อย  เพื่อความเข้าใจอันดี  จึงขอชี้แจ้งการสร้างบุญบารมีอย่างไรจึงจะเป็นการลงทุนน้อยที่สุด  แต่ได้บุญบารมีมากที่สุด  ดังนี้คือ

 

๑. การทำทาน

                การทำทาน            ได้แก่  การสละทรัพย์สิ่งของสมบัติของตนที่มีอยู่ให้แก่ผู้อื่น  โดยมุ่งหวังจะจุนเจือให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์  และความสุขด้วยความเมตตาจิตของตน  ทานที่ได้ทำไปนั้นจะทำให้ผู้ทำทานได้บุญมากหรือน้อยเพียงใด  ย่อมสุดแล้วแต่องค์ประกอบ    ประการ  ทานนั้นย่อมมีผลมาก ได้บุญบารมีมาก  กล่าวคือ

องค์ประกอบข้อ ๑. “วัตถุทานที่ให้ต้องบริสุทธิ์”

                วัตถุทานที่ให้        ได้แก่  สิ่งของทรัพย์สมบัติที่ตนได้สละให้เป็นทานนั้นเอง  จะต้องเป็นของที่บริสุทธิ์  ที่จะเป็นของบริสุทธิ์ได้จะต้องเป็นสิ่งของที่ตนได้แสวงหา  ได้มาด้วยความบริสุทธิ์ในการประกอบอาชีพ  ไม่ใช่ของที่ตนได้มาเพราะการเบียดเบียนผู้อื่น  เช่น  ได้มาโดยทุจริต  ลักทรัพย์  ยักยอก  ฉ้อโกง  ปล้นทรัพย์  ชิงทรัพย์ ฯลฯ

                ตัวอย่าง  ๑.           ได้มาโดยการเบียดเบียนชีวิตเลือดเนื้อสัตว์  เช่น  ฆ่าสัตว์ต่างๆเป็นต้นว่า ปลา  โค  กระบือ  สุกร  โดยประสงค์จะนำเอาเลือดเนื้อของเขามาทำอาหารถวายพระเพื่อเอาบุญ  ย่อมเป็นการสร้างบาปเอามาทำบุญ  ก็ย่อมได้บุญน้อย  จนเกือบไม่ได้อะไรเลย  ทั้งอาจจะได้บาปเสียอีกหากว่า  ทำทานด้วยจิตที่เศร้าหมอง  แต่การที่ได้เนื้อสัตว์มาโดยการซื้อหาจากผู้อื่นที่ฆ่าสัตว์นั้น  โดยที่ตนมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจในการฆ่าสัตว์ก็ดี  เนื้อสัตว์นั้นตายเองก็ดีเนื้อสัตว์นั้นย่อมเป็นวัตถุทานที่บริสุทธิ์  เมื่อนำมาทำทานย่อมได้บุญมากหากถึงพร้อมด้วยองค์ประกอบข้ออื่นๆด้วย

                ตัวอย่าง ๒.           ลักทรัพย์  ยักยอก  ฉ้อโกง  ชิงทรัพย์  ปล้นทรัพย์  รวมตลอดถึงการทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง  อันเป็นการได้ทรัพย์มาในลักษณะไม่ชอบธรรม  หรือโดยเจ้าของเดิมไม่เต็มใจให้ทรัพย์นั้นย่อมเป็นของไม่บริสุทธิ์  เป็นของร้อน  แม้จะจะผลิดอกออกผลมาเพิ่มเติม  ดอกผลนั้นก็ย่อมเป็นของไม่บริสุทธิ์  ด้วยนำเอาไปกินไปใช้ย่อมเกิดโทษ  เรียกว่า  “บริโภคโดยความเป็นหนี้” แม้จะนำเอาไปทำบุญให้ทาน  สร้างโบสถ์วิหารก็ไม่ทำให้ได้บุญแต่อย่างใด  สมัยหนึ่งในรัชกาลที่ ๕ มีหัวหน้าสำนักนางโลมชื่อว่า “ยายแฟง”  ได้เรียกเก็บเงินจากหญิงโสเภณี  ในสำนักของตนจากอัตราที่ได้มาครั้งหนึ่ง  ๒๕  สตางค์  สะสมเอาไว้เช่นนี้จนได้ประมาณ  ๒,๐๐๐  บาท  แล้วจึงจัดสร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งด้วยเงินนั้นทั้งหมด  เมื่อสร้างเสร็จแล้วแกก็ปลื้มปีติ  นำไปนมัสการถามหลวงพ่อโตวัดระฆังว่า  การที่แกสร้างวัดทั้งวัดด้วยเงินของแกทั้งหมดจะได้บุญบารมีอย่างไร  หลวงพ่อโตตอบว่า  แค่    สลึง  แกก็เสียใจ  เหตุที่ได้บุญน้อยก็เพราะทรัพย์อันเป็นวัตถุทานที่ตนนำมาสร้างวัดอันเป็นวิหารทานนั้น  เป็นของที่แสวงหามาได้โดยไม่บริสุทธิ์  เพราะเบียดเบียนมาจากเจ้าของที่ไม่เต็มใจจะให้  ฉะนั้นบรรดาพ่อค้าแม่ขายทั้งหลายที่ซื้อของถูกๆ  แต่ขายแพงๆ  จนเกินส่วนที่ควรจะได้  ผลกำไรที่ได้มาเพราะความโลภจัดจนเกินส่วนนั้นย่อมเป็นสิ่งของที่ไม่บริสุทธิ์โดยนัยเดียวกัน

                วัตถุทานที่บริสุทธิ์เพราะการแสวงหาได้มาโดยชอบธรรมดังกล่าว  ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นของดีหรือเลว  ไม่จำกัดว่าเป็นของมากหรือน้อย  น้อยค่าหรือมีค่ามาก  จะเป็นของดี  เลว  ประณีต  มากหรือน้อยไม่สำคัญ  ความสำคัญขึ้นอยู่กับเจตนาในการให้ทานนั้นตามกำลังทรัพย์และกำลังศรัทธาที่ตนมีอยู่

 

องค์ประกอบข้อ ๒.  “เจตนาในการให้ทานต้องบริสุทธิ์”

                การให้ทานนั้น  โดยจุดมุ่งหมายที่แท้จริงก็เพื่อเป็นการขจัดความโลภ  ความตระหนี่เหนียวแน่น  ความหวงแหนหลงใหลในทรัพย์สมบัติของตน  อันเป็นกิเลสหยาบ  คือ  “โลภกิเลส”  และเพื่อเป็นการสงเคราะห์ผู้อื่นให้ได้รับความสุขด้วยเมตตาธรรมของตน  อันเป็นบันไดก้าวแรกในการเจริญเมตตา  พรหมวิหารธรรมในพรหมวิหาร    ให้เกิดขึ้น  ถ้าได้ให้ทานด้วยเจตนาดังกล่าวแล้ว  เรียกเจตนาในการทำทานบริสุทธิ์  แต่เจตนาที่ว่าบริสุทธิ์นั้น  ถ้าจะบริสุทธิ์จริงจะต้องสมบูรณ์พร้อมกัน    ระยะ  คือ

            (๑.)        ระยะก่อนที่จะให้ทาน  ก่อนที่จะให้ทานก็มีจิตโสมนัสร่าเริงเบิกบานที่จะให้ทาน  เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นให้ได้รับความสุขเพราะทรัพย์สิ่งของของตน

                (๒.)       ระยะที่กำลังลงมือให้ทาน  ระยะที่กำลังลงมือทำทานอยู่นั้นเอง  ก็ทำด้วยจิตโสมนัสร่าเริงยินดีและเบิกบานในทานที่ตนกำลังทำให้ผู้อื่น

                (๓.)        ระยะหลังจากที่ได้ให้ทานไปแล้ว  ครั้นเมื่อได้ให้ทานไปแล้วเสร็จ  หลังจากนั้นก็ดี  นานมาก็ดี  เมื่อหวนคิดถึงทานที่ตนได้กระทำไปแล้วครั้งใด  ก็มีจิตโสมนัสร่าเริงเบิกบานยินดีในทานนั้นๆ

                เจตนาบริสุทธิ์ในการทำทานนั้น  อยู่ที่จิตโสมนัสร่าเริง  เบิกบานยินดีในทานที่ทำนั้นเป็นสำคัญ  และเนื่องมาจากเมตตาจิตที่มุ่งสงเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นความทุกข์และให้ได้รับความสุข  เพราะทานของตนนับว่าเป็นเจตนาที่บริสุทธิ์ในเบื้องต้น  แต่เจตนาที่บริสุทธิ์  เพราะเหตุดังกล่าวมาแล้วนี้จะทำให้ยิ่งๆบริสุทธิ์มากขึ้นไปอีก  หากผู้ให้ทานนั้นได้ทำทานด้วยวิปัสสนาปัญญา  โดยใคร่ครวญถึงวัตถุทานที่ให้ทานนั้นว่า  อันบรรดาทรัพย์สิ่งของทั้งปวงที่ชาวโลกนิยมยกย่องหวงแหนเป็นสมบัติกันด้วยความโลภนั้นแท้ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงแต่วัตถุธาตุประจำโลก  เป็นสมบัติกลางไม่ใช่ของผู้ใดโดยเฉพาะ  เป็นของที่มีมาตั้งแต่ก่อนเราเกิดขึ้นมา  และไม่ว่าเราจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม  วัตถุธาตุดังกล่าวก็มีอยู่เช่นนั้นและได้ผ่านการเป็นเจ้าของของผู้อื่นมาแล้วหลายชั่วคน  ซึ่งท่านแต่ก่อนนั้นต่างก็ได้ล้มหายตายจากไปทั้งสิ้น  ไม่สามารถนำวัตถุธาตุดังกล่าวนี้ติดตัวไปได้เลย  จนในที่สุดก็ได้ตกทอดมาถึงเรา  ให้เราได้กินได้ใช้ได้ยึดถือเพียงชั่วคราว  แล้วก็ตกทอดสืบเนื่องไปเป็นของคนอื่นๆต่อๆไปเช่นนี้  แม้เราเองก็ไม่สามารถจะนำติดตัวเอาไปได้  จึงนับว่าเป็นเพียงสมบัติผลัดกันชมเท่านั้น  ไม่จากไปในวันนี้ก็ต้องจากไปในวันหน้า  นับว่าเป็นอนิจจัง  คือไม่เที่ยงแท้แน่นอนจึงไม่อาจจะยึดมั่นถือมั่นถือมั่นว่านั่นเป็นของเราได้ถาวรตลอดไป  แม้ตัววัตถุธาตุดังกล่าวนี้เอง  เมื่อมีเกิดขึ้นเป็นตัวตนแล้ว  ก็ตั้งอยู่ในสภาพนั้นให้ตลอดไปไม่ได้  จะต้องเก่าแก่  ผุพัง  บุบสลายไป  ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนแต่อย่างไร  แม้แต่เนื้อตัวร่างกายของเราเองก็มีสภาพเช่นเดียวกับวัตถุธาตุเหล่านั้น  ซึ่งไม่อาจจะตั้งมั่นให้ยั่งยืนอยู่ได้  เมื่อมีเกิดขึ้นแล้วก็จะต้องเจริญวัยเป็นหนุ่มสาวแล้วก็เฒ่าแก่  และตายไปในที่สุด  เราจะต้องพลัดพรากจากของอันเป็นที่รัก  ที่หวงแหนคือทรัพย์สมบัติทั้งปวง

                เมื่อมีเจตนาในการให้ทานบริสุทธิ์ผุดผ่องดีพร้อมทั้งสามระยะดังกล่าวมาแล้ว  ทั้งยังประกอบไปด้วยวิปัสสนาปัญญา  ดังกล่าวมาแล้วด้วย  เจตนานั้นย่อมบริสุทธิ์อย่างยิ่ง  ทานที่ได้ทำไปนั้นย่อมมีผลมาก  ได้บุญมากหากวัตถุทานที่ได้ทำเป็นของที่บริสุทธิ์ตามองค์ประกอบข้อ ๑ ด้วย  ก็ย่อมทำให้ได้บุญมากยิ่งๆขึ้นไปอีก  วัตถุทานจะมากหรือน้อย  เป็นของเลวหรือประณีตไม่สำคัญ  เมื่อเราได้ให้ไปตามกำลังทรัพย์ที่เรามีอยู่ย่อมใช้ได้  แต่ก็มีข้ออันควรระวังอยู่ก็คือ  การทำทานนั้น  อย่าได้เบียดเบียนตนเอง  เช่นมีน้อย  แต่ฝืนทำให้มากๆจนเกินกำลังของตนที่จะให้ได้  เมื่อได้ทำไปแล้วตนเองและสามี  ภริยา  รวมทั้งบุตรต้องลำบาก  ขาดแคลน  เพราะไม่มีจะกินจะใช้  เช่นนี้ย่อมทำให้จิตเศร้าหมอง  เจตนานั้นย่อมไม่บริสุทธิ์ทานที่ได้ทำไปแล้วนั้น  แม้วัตถุทานจะมากหรือทำมาก  ก็ย่อมได้บุญน้อย  ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างที่ทำทานด้วยเจตนาอันไม่บริสุทธิ์  คือ

                ตัวอย่าง    ทำทานเพราะอยากได้  ทำเอาหน้า  ทำอวดผู้อื่น  เช่น  สร้างโรงเรียน  โรงพยาบาลใส่ชื่อของตน  ไปยืนถ่ายภาพลงในโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์  เพื่อให้ได้รับความนิยมยกย่องนับถือ  โดยที่แท้จริงแล้วตนมิได้มีเจตนาที่จะมุ่งสงเคราะห์ผู้ใด  เรียกว่า  ทำทานด้วยความโลภ  ไม่ได้ทำเพื่อขจัดความโลภ  ทำทานด้วยความอยากได้    คืออยากได้หน้า  ได้เกียรติ  ได้สรรเสริญ  ได้ความนิยมนับถือ

                ตัวอย่าง   ทำทานด้วยความฝืนใจ  ทำเพราะเสียไม่ได้  ทำด้วยความเสียหาย  เช่น  มีพวกพ้องมาเรี่ยไร  ตนเองไม่มีศรัทธาที่จะทำหรือมีศรัทธาอยู่บ้างแต่ทรัพย์น้อย  เมื่อมีพวกมาเรี่ยไรบอกบุญต้องจำใจทำทานไปเพราะความเกรงใจพวกพ้อง  หรือเกรงว่าจะเสียหน้า  ตนจึงได้สละทรัพย์ทำทานไปด้วยความจำใจ  ย่อมเป็นการทำทานไปด้วยความตระหนี่หวงแหน  ทำทานด้วยความเสียดาย  ไม่ใช่ทำทานด้วยจิตเมตตาที่มุ่งจะสงเคราะห์ผู้อื่น  ซึ่งยิ่งคิดก็ยิ่งเสียดาย  ให้ไปแล้วก็ยิ่งทุกข์ใจ  บางครั้งนึกโกรธผู้ที่มาบอกบุญ  เช่นนี้จิตย่อมเศร้าหมองได้บุญน้อย  หากเสียดายมากๆจนเกิดโทสจริตกล้าแล้วนอกจากจะไม่ได้บุญแล้วที่จะได้ก็คือบาป

                ตัวอย่าง    ทำทานด้วยความโลภ  คือทำทานเพราะอยากได้นั่นได้นี่  อยากเป็นนั่น  เป็นนี่  อันเป็นการทำทานเพราะหวังสิ่งตอบแทน  ไม่ใช่ทำทานเพราะมุ่งหมายที่จะขจัดความโลภความตระหนี่หวงแหนในทรัพย์ของตน  เช่น  ทำทานแล้วตั้งจิตอธิษฐานขอให้ชาติหน้าได้เป็นเทวดา  นางฟ้า  ขอให้รูปสวย  ขอให้ทำมาค้าขึ้น  ขอให้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี  ทำทาน  ๑๐๐  บาท  แต่ขอให้ร่ำรวยนับล้าน  ขอให้ถูกสลากกินแบ่งสลากกินรวบ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นสมบัติสวรรค์  หากชาติก่อนไม่เคยได้ทำบุญใส่บาตรฝากสวรรค์เอาไว้  อยู่ๆก็มาขอเบิกชาตินี้  จะมีที่ไหนมาให้เบิก  การทำทานด้วยความโลภเช่นนี้  ย่อมไม่ได้บุญอะไรเลยสิ่งที่จะได้พอกพูนเพิ่มให้มากขึ้นและหนาขึ้นก็คือ  “ความโลภ”

                ผลหรืออานิสงส์ของการทำทานที่ครบองค์ประกอบ    ประการนั้น  ย่อมมีผลให้ได้ซึ่งมนุษย์สมบัติ  สวรรค์สมบัติเอง  แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งเจตนาเอาไว้ล่วงหน้าก็ตาม  เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นผลที่สืบเนื่องมาจากเหตุ  เมื่อทำเหตุครบถ้วนย่อมมีผลเกิดขึ้นตามมาเอง  เช่นเดียวกับปลูกต้นมะม่วงเมื่อรดน้ำพรวนดิน  และใส่ปุ๋ยไปตามธรรมดาเรื่อยไป  แม้จะไม่อยากให้เจริญเติบโตและออกดอกออกผลในที่สุด  ต้นไม้ก็จะต้องเจริญและผลิดอกออกผลตามมา  สำหรับผลของทานนั้น  หากน้อยหรือมีกำลังไม่มากนักย่อมน้อมนำให้บังเกิดในมนุษย์ชาติ  หากมีกำลังแรงมาก  ก็อาจจะน้อมนำให้ได้บังเกิดในเทวโลก    ชั้น  เมื่อได้เสวยสมบัติในเทวโลกจนสิ้นบุญแล้ว  ด้วยเศษของบุญที่ยังคงเหลืออยู่บ้าง  ประกอบกับไม่มีอกุศลกรรมอื่นแทรกให้ผล  ก็อาจจะน้อมนำให้มาบังเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้งและเมื่อได้มาบังเกิดเป็นมนุษย์แล้ว  ก็ย่อมทำให้ได้เกิดในตระกูลที่ร่ำรวยมั่งคั่ง  สมบูรณ์ไปด้วยทรัพย์  หรือไม่ก็เป็นผู้ที่มีลาภผลมาก  ทำมาหากินขึ้นและร่ำรวยในภายหลัง  ทรัพย์สมบัติไม่วิบัติหายนะไปเพราะวินาศภัย  โจรภัย  อัคคีภัย  วาตภัย  ฯลฯ  แต่จะมั่งคั่งร่ำรวยในวัยใดย่อมสุดแล้วแต่ผลทานแต่ชาติก่อนๆจะส่งผล  คือ

                ๑.ร่ำรวยตั้งแต่วัยต้น          เพราะผลของทานที่ได้ตั้งเจตนาไว้บริสุทธิ์ตั้งแต่ก่อนจะทำทาน  คือก่อนที่จะลงมือทำทาน  ก็มีจิตเมตตาโสมนัสร่าเริงเบิกบานยินดีในทานที่ตนจะทำเพื่อสงเคราะห์ผู้อื่น  แล้วก็ลงมือทำทานไปด้วยเจตนานั้น  เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ย่อมโชคดี  โดยเกิดในตระกูลที่ร่ำรวย  ชีวิตในวัยต้นอุดมสมบูรณ์พูนสุขไปด้วยทรัพย์  ไม่ยากจนแร้นแค้น  ไม่ต้องขวนขวายหาเลี้ยงตนเองมาก  แต่ถ้าเจตนานั้นไม่งามบริสุทธิ์พร้อมกันครบ    ระยะ  แล้วผลทานนั้นก็ย่อมส่งผลให้ไม่สม่ำเสมอกัน  คือแม้ว่าจะร่ำรวยตั้งแต่วัยต้น  โดยเกิดมาบนกองเงินกองทองก็ตาม  หากในขณะที่กำลังลงมือทำทานเกิดจิตเศร้าหมองเพราะหวนคิดเสียดายหรือหวงแหนทรัพย์ที่จะให้ทานขึ้นมา  หรือเกิดหมดศรัทธาขึ้นมาเฉยๆ  แต่ก็ยังฝืนใจทำทานไป  เพราะเสียไม่ได้หรือเพราะตามพวกพ้องไปอย่างเสียไม่ได้เช่นนี้  ผลทานย่อมหมดกำลังให้ผลในระยะที่    ซึ่งตรงกับวัยกลางคน  ซึ่งจะมีผลทำให้ทรัพย์สมบัติวิบัติหายนะไปด้วยประการต่างๆแม้จะได้รับมรดกมาก็ไม่อาจจะรักษาไว้ได้  หากเจตนาในการทำทานนั้นเศร้าหมองในระยะที่    คือทำทานไปแล้วหวนคิดถึงบั้นปลายชีวิตด้วย  คือทรัพย์สินคงวิบัติเสียหายต่อเนื่องจากวัยกลางคนตลอดไปจนถึงตลอดอายุขัย  ชีวิตจริงของผู้ที่เกิดบนกองเงินกองทองก็มีให้เห็น  เป็นตัวอย่างที่เมื่อได้รับทรัพย์มรดกแล้วก็วิบัติเสียหายไป  หรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในวัยต้นแต่ก็ต้องล้มละลายในวัยกลางคน  และบั้นปลายชีวิต  แต่ถ้าได้ตั้งเจตนาในการทำทานไว้บริสุทธิ์ครบถ้วนครบ    ระยะแล้ว  ผลทานนั้นย่อมส่งผลสม่ำเสมอ  คือร่ำรวยตั้งแต่เกิด  วัยกลางคน  และจนปัจฉิมวัย

                ๒.ร่ำรวยในวัยกลางคน    การที่ร่ำรวยในวัยกลางคนนั้นสืบเนื่องมาจากผลของทานที่ได้ทำเพราะเจตนางามบริสุทธิ์ในระยะที่  ๒ กล่าวคือไม่งามบริสุทธิ์ในระยะแรก  เพราะก่อนที่จะลงมือทำทานก็มิได้มีจิตศรัทธามาก่อน  ไม่คิดจะทำทานมาก่อน  แต่ก็ได้ตัดสินใจทำทานไปเพราะเหตุบางอย่าง  เช่น  ทำตามพวกพ้องอย่างเสียไม่ได้  แต่เมื่อได้ลงมือทำทานอยู่ก็เกิดโสมนัส  รื่นเริงยินดีในทานที่กำลังกระทำอยู่นั้น  ด้วยผลทานชนิดนี้  ย่อมทำให้บังเกิดในตระกูลที่ยากจนคับแค้น  ต้องต่อสู้สร้างตนเองมาในวัยต้น  ครั้นเมื่อถึงวัยกลางคน  กิจการหรือธุรกิจที่ทำก็ประสบความสำเร็จรุ่งเรืองและหากเจตนาในการทำทานได้งามบริสุทธิ์ในระยะที่    แม้ธุรกิจหรือกิจการงานจะประสบความสำเร็จรุ่งเรืองในวัยกลางคน  แต่ก็ล้มเหลวหายนะในบั้นปลาย  ทั้งนี้เพราะผลทานหมดกำลังส่งผลไม่ตลอดจนถึงบั้นปลายชีวิต

                ๓.ร่ำรวยปัจฉิมวัย               คือร่ำรวยในบั้นปลายชีวิตนั้น  สืบเนื่องจากผลทานที่ผู้กระทำมีเจตนางามไม่บริสุทธิ์ในระยะแรก  และระยะที่    แต่งามบริสุทธิ์เฉพาะในระยะที่    กล่าวคือ  ก่อนและในขณะที่ลงมือทำทานอยู่นั้น  ก็มิได้มีจิตโสมนัสยินดีในการทำทานนั้นแต่อย่างใด  แต่ก็ได้ทำลงไปโดยบังเอิญ  เช่น  ทำตามๆพวกพ้องไปอย่างเสียไม่ได้  แต่เมื่อได้ทำไปแล้ว  ต่อมาหวนคิดถึงผลทานนั้นก็เกิดจิตโสมนัสร่าเริงยินดีเบิกบาน  หากผลทานชนิดนี้จะน้อมนำมาให้บังเกิดเป็นมนุษย์  ก็จะเกิดในตระกูลที่ยากจนคับแค้น  ต้องต่อสู้ดิ้นรนศึกษาเล่าเรียน  และขวนขวายสร้างตนเองมากตั้งแต่วันต้นจนล่วงวัยกลางคนไปแล้ว  กิจการงานหรือธุรกิจนั้นก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ  เช่น  ต้องล้มลุกคลุกคลานตลอดมา  แต่ครั้นถึงรุ่งเรืองทำมาค้าขึ้น  และร่ำรวยอย่างไม่คาดหมาย  ซึ่งชีวิตจริงๆของคนประเภทนี้ก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างอยู่มาก

 

องค์ประกอบข้อ  ๓.  “เนื้อนาบุญต้องบริสุทธิ์”

                คำว่า  “เนื้อนาบุญ”  ในที่นี้ได้แก่บุคคลผู้รับการทำทานของผู้ทำทานนั้นเอง  นับว่าเป็นองค์ประกอบข้อที่สำคัญที่สุด  แม้ว่าองค์ประกอบในการทำทานข้อ  ๑.  และ  ๒.  จะงามบริสุทธิ์ครบถ้วนดีแล้ว  กล่าวคือวัตถุที่ทำทานนั้นเป็นของที่แสวงหาได้มาด้วยความบริสุทธิ์  เจตนาในการทำทานก็งามบริสุทธิ์พร้อมทั้งสามระยะ  แต่ตัวผู้รับการทำทานเป็นคนที่ไม่ดีไม่ใช่ผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญที่บริสุทธิ์  เป็นเนื้อนาบุญที่เลว  ทานที่ทำไปนั้นก็ไม่ผลิดอกออกผล  เปรียบเหมือนกับการหว่านเมล็ดข้าวเปลือกลงในพื้นนา    กำมือ  แม้เมล็ดข้าวนั้นจะเป็นพันธุ์ดีที่พร้อมจะงอกงาม  (วัตถุทานบริสุทธิ์)  และผู้หว่านคือกสิกรก็มีเจตนาจะหว่านเพื่อทำนาให้เกิดผลิตผลเป็นอาชีพ  (เจตนาบริสุทธิ์)  แต่หากที่นานั้นเป็นที่ที่ไม่สม่ำเสมอกันเมล็ดข้าวที่หว่านลงไปก็งอกเงยไม่เสมอกัน  โดยเมล็ดที่ไปตกในที่เป็นดินดี  ปุ๋ยดี  มีน้ำอุดมดีก็จะงอกเงยมีผลิตผลที่สมบูรณ์  ส่วนเมล็ดที่ไปตกบนพื้นนาที่แห้งแล้ง  มีแต่กรวดกับทรายและขาดน้ำก็จะแห้งเหี่ยวหรือเฉาตายไป  หรือไม่งอกเงยเสียเลย  การทำทานนั้นผลิตผลที่ผู้ทำทานจะได้รับก็คือ  “บุญ”  หากผู้ที่รับการให้ทานไม่เป็นเนื้อนาที่ดีสำหรับการทำบุญแล้ว  เพราะแกร็นหรือแห้งเหี่ยวเฉาไปด้วยประการต่างๆฉะนั้นในการทำทาน  ตัวบุคคลผู้รับของที่เราให้ทานจึงเป็นเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด  เราผู้ทำทานจะได้บุญมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับคนพวกนี้  คนที่รับการให้ทานนั้นหากเป็นผู้ที่มีศีลมีธรรมสูงก็ย่อมเป็นเนื้อนาบุญที่ดี  ทานที่เราได้ทำไปแล้วก็เกิดผลบุญมาก  หากผู้รับการให้ทานเป็นผู้ไม่มีศีล  ไม่มีธรรม  ผลของทานก็ไม่เกิดขึ้นคือได้บุญน้อย  ฉะนั้นคติโบราณที่กล่าวว่า  “ ทำบุญอย่าถามพระ  หรือตักบาตรอย่าเลือกพระ”  เห็นจะใช้ไม่ได้ในสมัยนี้  เพราะในสมัยนี้ไม่เหมือนกับท่านในสมัยก่อนๆ  ที่บวชเพราะมุ่งจะหนีสงสารโดยมุ่งจะทำมรรคผล  และนิพพานให้แจ้ง  ท่านจึงเป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐ  แต่ในสมัยนี้มีอยู่บางคนที่บวชด้วยคติ  4   ประการ  คือ “ บวชเป็นประเพณี  บวชหนีทหาร  บวชผลาญข้าวสุก  บวชสนุกตามเพื่อน “  ธรรมวินัยใด ๆ  ท่านไม่สนใจ  เพียงแต่มีผ้าเหลืองห่มกาย  ท่านก็นึกว่าตนเป็นพระและเป็นเนื้อนาบุญเสียแล้ว  ซึ่งป่วยการจะกล่าวไปถึงศีลปาฏิโมกข์  ๒๒๗  ข้อ  แม้แต่เพียงแค่ศีล    ก็ยังเอาแน่ไม่ได้ว่าท่านจะมีหรือไม่  การบวชที่แท้จริงแล้วก็เพื่อจะละความโลภ  โกรธ  และหลง  ปัญหาว่าทำอย่างไร  จึงจะได้พบกับท่านที่เป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐ  ข้อนี้ย่อมขึ้นอยู่กับวาสนาของเราผู้ทำทานเป็นสำคัญ  หากเราได้เคยสร้างสมอบรมสร้างบารมีมาด้วยดีในอดีตชาติเป็นอันมากแล้ว  บารมีนั้นก็จะเป็นพลังวาสนาน้อมนำให้ได้พบกับท่านที่เป็นเนื้อนาบุญที่ประเสริฐ  ทำทานครั้งใดก็มักโชคดี  ได้พบกับท่านที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบไปเสียทุกครั้ง  หากบุญวาสนาของเราน้อยและไม่มั่นคง  ก็จะได้พบท่านที่เป็นเนื้อนาบุญบ้าง  ได้พบกับอลัชชีบ้าง  คือดีและชั่วคละกันไป  เช่นเดียวกับการซื้อสลากกินแบ่งสลากกินรวบ  หากมีวาสนาบารมีเพราะได้เคยทำบุญให้ทานฝากกับสวรรค์ไว้ในชาติก่อนๆ  ก็ย่อมมีวาสนาให้ถูกรางวัลได้  หากไม่มีวาสนาเพราะไม่เคยทำบุญทำทานฝากสวรรค์เอาไว้เลย  ก็ไม่มีสมบัติสวรรค์อะไรที่จะให้เบิกได้  อยู่ๆ  ก็จะมาขอเบิกเช่นนี้ก็ยากที่จะถูกรางวัลได้

                สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า  แม้วัตถุทานจะบริสุทธิ์ดี  เจตนาในการทำทานจะบริสุทธิ์ดี  จะทำให้ทานนั้นมีผลมากหรือน้อย  ย่อมขึ้นอยู่กับเนื้อนาบุญเป็นลำดับต่อไปนี้  คือ

                ๑.  ทำทานแก่สัตว์เดรัจฉาน  แม้จะมากถึง  ๑๐๐  ครั้ง  ก็ได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่มนุษย์  แม้จะเป็นมนุษย์ที่ไม่มีศีล  ไม่มีธรรมเลยก็ตาม  ทั้งนี้เพราะสัตว์ย่อมมีบุญวาสนาบารมีน้อยกว่ามนุษย์  และสัตว์ไม่ใช่เนื้อนาบุญที่ดี

                  ๒.  ให้ทานแก่มนุษย์ที่ไม่มีศีลไม่มีธรรมวินัย  แม้จะให้มากถึง  ๑๐๐  ครั้ง  ก็ยังได้บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่ผู้ที่มีศีล    แม้จะให้เพียงครั้งเดียวก็ตาม

                ๓.  ให้ทานแก่ผู้ที่มีศีล    แม้จะมากถึง  ๑๐๐  ครั้ง  ก็ยังไม่บุญน้อยกว่าให้ทานดังกล่าวแก่ผู้ที่มีศีล    แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม 

            ๔.  ให้ทานแก่ผู้ที่มีศีล    แม้จะมากถึง  ๑๐๐  ครั้ง  ก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานแก่ผู้ที่มีศีล  ๑๐  คือ  สามเณรในพระพุทธศาสนาแม้จะได้ถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

                ๕.  ถวายทานแก่สามเณรซึ่งมีศีล  ๑๐  แม้จะมากถึง  ๑๐๐  ครั้งก็ยังได้บุญน้อยกว่าถวายทานดังกล่าวแก่พระสมมุติสงฆ์  ซึ่งมีศีลปาฏิโมกข์สังวร  ๒๒๗  ข้อ

                พระด้วยกันก็มีคุณธรรมแตกต่างกัน  จึงเป็นเนื้อนาบุญที่ต่างกัน  บุคคลที่บวชเข้ามาในพระพุทธศาสนามีศีลปาฏิโมกข์สังวร  ๒๒๗  ข้อนั้น  องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ตรัสเรียกว่าเป็น  “ พระ “  แต่เป็นเพียงพระสมมุติเท่านั้น  เรียกกันว่า  “ สมมุติสงฆ์ “  พระที่แท้จริงนั้น  หมายถึง  บุคคลที่บรรลุคุณธรรมตั้งแต่พระโสดาปัตติผลเป็นพระโสดาบันเป็นต้นไป  ไม่ว่าท่านผู้นั้นจะได้บวชหรือเป็นฆราวาสก็ตาม  นับว่าเป็น  “ พระ “  ทั้งสิ้น  และพระด้วยกันก็มีคุณธรรมต่างกันหลายระดับชั้น  จากน้อยไปหามากดังนี้คือ  พระโสดาบัน  พระสกิทาคามี  พระอนาคามี  พระอรหันต์  พระปัจเจกพุทธเจ้า  สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  และย่อมเป็นเนื้อนาบุญที่แตกต่างกัน  ดังต่อไปนี้

                ๖.  ถวายทานแก่พระสมมุติสงฆ์  แม้จะมากถึง  ๑๐๐  ครั้ง  ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานแก่พระโสดาบัน  แม้จะได้ถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม  (ความจริงยังมีการแยกเป็นพระโสดาปัตติมรรคและพระโสดดาปัตติผล  ฯลฯ  เป็นลำดับไปจนถึงพระอรหัตผล  แต่ในที่นี้จะกล่าวแต่เพียงย่นย่อพอให้ได้ความเท่านั้น)

                ๗.  ถวายทานแก่พระโสดาบัน  แม้จะมากถึง  ๑๐๐  ครั้ง  ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระสกิทาคามี  แม้จะถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

                ๘.  ถวายทานแก่พระสกิทาคามี  แม้จะมากถึง  ๑๐๐  ครั้ง  ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระอนาคามี  แม้จะถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

                ๙.   ถวายทานแก่พระอนาคามี   แม้จะมากถึง  ๑๐๐  ครั้ง  ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานดังกล่าวแก่พระอรหันต์  แม้จะถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม

                ๑๐.  ถวายทานแก่พระอรหันต์  แม้จะมากถึง  ๑๐๐  ครั้ง  ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า  แม้จะถวายทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม

            ๑๑.  ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า  แม้จะมากถึง  ๑๐๐  ครั้ง  ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายทานแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  แม้จะถวายทานดังกล่าวแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม         

๑๒.  ถวายทานแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  แม้จะมากถึง  ๑๐๐  ครั้ง  ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถวายสังฆทาน  ที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน  แม้จะได้ถวายสังฆทานดังกล่าวเพียงครั้งเดียวก็ตาม

๑๓.  การถวายสังฆทานที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน  แม้จะมากถึง  ๑๐๐  ครั้ง  ก็ยังได้น้อยกว่าการถวายวิหารทาน  แม้จะได้กระทำแต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม  วิหารทาน  ได้แก่  การสร้างหรือสร้างโบสถ์  วิหาร  ศาลาการเปรียญ  ศาลาโรงธรรม  ศาลาท่าน้ำ  ศาลาที่พักอาศัยคนเดินทาง  อันเป็นสาธารณประโยชน์ที่ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน  อนึ่งการสร้างสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์หรือสิ่งที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน  แม้จะไม่เกี่ยวเนื่องกิจในพระพุทธศาสนา  เช่น  โรงพยาบาล  โรงเรียน  บ่อน้ำ  แท็งค์น้ำ  ศาลาป้ายรถยนต์โดยสารประจำทาง  สุสาน  เมรุเผาศพ  ก็ได้บุญมากในทำนองเดียวกัน

๑๔.  การถวายวิหารทาน  แม้จะมาถึง  ๑๐๐  ครั้ง  ( ๑๐๐  หลัง )  ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการใช้ธรรมทาน  แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม  การให้ธรรมทานก็คือการเทศน์  การสอนธรรมะแก่ผู้อื่นที่ยังไม่รู้ให้ได้รู้  ที่รู้อยู่แล้วให้รู้ยิ่งๆขึ้น  ให้ได้เข้าใจในมรรค  ผล  นิพพาน  ให้ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฐิได้กลับใจเป็นสัมมาทิฐิ  ชักจูงผู้คนให้เข้าปฏิบัติธรรม  รวมตลอดถึงการพิมพ์การแจกหนังสือธรรมะ

๑๕.  การให้ธรรมทาน  แม้จะมากถึง  ๑๐๐  ครั้ง  ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการให้  “อภัยทาน”  แม้จะให้แต่เพียงครั้งเดียวก็ตาม  การให้อภัยทาน  ก็คือ  การไม่ผูกโกรธ  ไม่อาฆาตจองเวร  ไม่พยาบาทคิดร้ายผู้อื่นแม้แต่ศัตรู  ซึ่งได้บุญกุศลแรงและสูงมากในฝ่ายทาน  เพราะเป็นการบำเพ็ญเพียรเพื่อละ  “โทสกิเลส”  และเป็นการเจริญ  “เมตตาพรหมวิหารธรรม”  อันเป็นพรหมวิหารข้อหนึ่งในพรหมวิหาร    ให้เกิดขึ้น  อันพรหมวิหาร    นั้น  เป็นคุณธรรมที่เป็นองค์ธรรมของโยคีบุคคลที่เป็นบำเพ็ญฌานและวิปัสสนาผู้ที่ทรงพรหมวิหาร    ได้ย่อมเป็นผู้ทรงฌาน  ซึ่งเมื่อเมตตาพรหมวิหารธรรมได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อใด  ก็ย่อมละเสียได้ซึ่ง  “พยาบาท”  ผู้นั้นจึงจะสามารถให้อภัยทานได้  การให้อภัยทานจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและยากเย็น  จึงจัดเป็นทานที่สูงกว่าการให้ทานทั้งปวง

                อย่างไรก็ดี  การให้อภัยทาน  แม้จะมากเพียงใด  แม้จะชนะการให้ทานอื่นๆทั้งมวล  ผลบุญนั้นก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า  “ฝ่ายศีล”  เพราะเป็นการบำเพ็ญบารมีคนละขั้นต่างกัน

 

 

๒.การรักษาศีล

“ศีล”  นั้น  แปลว่า  “ปกติ”   คือสิ่งหรือกติกาที่บุคคลจะต้องระวังรักษาตามเพศและฐานะ  ศีลนั้นมีหลายระดับ  คือ  ศีล    ศีล    ศีล  ๑๐  และศีล  ๒๒๗  และในบรรดาศีลชนิดเดียวก็ยังจัดแยกออกเป็นระดับธรรมดา  มัชฌิมศีล  (ศีลระดับกลาง)  และอธิศีล  (ศีลอย่างสูง  ศีลอย่างอุกฤษฏ์)

คำว่า  “มนุษย์”  นั้น  คือ  ผู้ที่มีใจอันประเสริฐ  คุณธรรมที่เป็นปกติของมนุษย์ที่จะต้องทรงไว้ให้ได้ตลอดไปก็คือศีล    บุคคลที่ไม่มีศีล    ไม่เรียกว่ามนุษย์  แต่อาจจะเรียกว่า  “คน”  ซึ่งแปลว่า  “ยุ่ง”  ในสมัยพุทธกาลผู้คนมักจะมีศีล    ประจำใจกันเป็นนิจ  ศีล    จึงเป็นเรื่องปกติของบุคคลในสมัยนั้น  และจัดว่าเป็น  “มนุษย์ธรรม”  ส่วนหนึ่งในมนุษย์ธรรม  ๑๐  ประการ  ผู้ที่จะมีวาสนาได้เกิดมาเป็นมนุษย์  จะต้องถึงพร้อมด้วยมนุษย์ธรรม  ๑๐  ประการเป็นปกติ  (ซึ่งรวมถึงศีล    ด้วย)  รายละเอียดจะมีประการใดจะไม่กล่าวถึงในที่นี้

การรักษาศีลเป็นการเพียรพยายามเพื่อระงับโทษทางกายและวาจา  อันเป็นเพียงกิเลสหยาบมิให้กำเริบขึ้น  ละเป็นการถือศีลด้วยกันเองก็ยังได้บุญมากและน้อยต่างกันไปตามลำดับ  ต่อไปนี้คือ 

๑.  การให้อภัยทาน  แม้จะมากถึง  ๑๐๐  ครั้ง  ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถือศีล    แม้จะได้ถือเพียงครั้งเดียวก็ตาม

๒.  การถือศีล    แม้จะมากถึง  ๑๐๐  ครั้ง ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถือศีล    แม้จะถือเพียงครั้งเดียวก็ตาม

๓.  การถือศีล    แม้จะมากถึง  ๑๐๐  ครั้ง  ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการถือศีล  ๑๐  คือการบวชเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา  แม้จะบวชมาได้เพียงวันเดียวก็ตาม

๔.  การที่ได้บวชเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา  แล้วรักษาศีล  ๑๐  ไม่ให้ขาด  ไม่ด่างพร้อย  แม้จะนานถึง  ๑๐๐  ปี  ก็ยังได้บุญน้อยกว่าผู้ที่ได้อุปสมบทเป็นพระในพระพุทธศาสนา  มีศีลปาฏิโมกข์  สังวร  ๒๒๗  แม้จะบวชมาได้เพียงวันเดียวก็ตาม

  ฉะนั้น  ในฝ่ายศีลแล้ว  การที่ได้อุปสมบทเป็นพระในพระพุทธศาสนาได้บุญบารมีมากที่สุด  เพราะเป็นเนกขัมมบารมีในบารมี  ๑๐  ทิศ  ซึ่งเป็นการออกจากกามเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติธรรมขั้นสูงๆ  คือการภาวนาเพื่อมรรค  ผล  นิพพาน  ต่อๆไป  ผลของการรักษาศีลนั้นมีมาก  ซึ่งจะยังประโยชน์สุขให้แก่ผู้นั้น  ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า  เมื่อได้ละอัตภาพนี้ไปแล้วย่อมส่งผลให้ได้บังเกิดในเทวโลก    ชั้น  ซึ่งแล้วแต่ความละเอียดประณีตของศีลที่รักษาและที่บำเพ็ญมา  ครั้นเมื่อสิ้นบุญในเทวโลกแล้ว  ด้วยเศษของบุญที่ยังคงหลงเหลืออยู่แต่เพียงเล็กๆน้อยๆ  หากไม่มีอกุศลกรรมอื่นมาให้ผลก็อาจจะน้อมนำให้ได้มาบังเกิดเป็นมนุษย์ที่ถึงพร้อมด้วยสมบัติ    ประการ  เช่น  อานิสงส์ของการรักษาศีล    กล่าว  คือ

(๑.)  ผู้ที่รักษาศีลข้อ    ด้วยการไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต  ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้  เมื่อน้อมนำมาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะทำให้มีพลานามัยแข็งแรง  ปราศจากโรคภัย  ไม่ขี้โรค  อายุยืนยาว  ไม่มีศัตรูเบียดเบียนให้ต้องบาดเจ็บ  ไม่มีอุบัติเหตุต่างๆที่จะทำให้บาดเจ็บหรือสิ้นอายุเสียก่อนวัยอันสมควร

(๒.)  ผู้ที่รักษาศีลข้อ    ด้วยการไม่ถือเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่เจ้าของมิได้เต็มใจให้  ด้วยเศษของบุญที่นำมาเกิดเป็นมนุษย์ย่อมทำให้ได้เกิดในตระกูลที่ร่ำรวย  การทำมาหากินเลี้ยงชีพในภายหน้ามักจะประสบช่องทางที่ดี  ทำมาค้าขึ้นและมั่งมีทรัพย์  ทรัพย์สมบัติไม่วิบัติหายนะไปด้วยภัยต่างๆ  เช่น  อัคคีภัย  วาตภัย  โจรภัย  ฯลฯ

(๓.)  ผู้ที่รักษาศีลข้อ    ด้วยการไม่ล่วงประเวณีในคู่ครองหรือคนในปกครองของผู้อื่น  ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์  ก็จะประสบโชคดีในความรัก  มักได้พบรักแท้ที่จริงจังและจริงใจ  ไม่ต้องอกหัก  อกโรย  และอกเดาะ  ครั้นเมื่อมีบุตรธิดา  ก็ว่านอนสอนง่าย  ไม่ดื้อด้าน  ไม่ถูกผู้อื่นหลอกลวงฉุดคร่าอนาจารไปทำให้เสียหาย  บุตรธิดาย่อมเป็นอภิชาตบุตร  ซึ่งจะนำเกียรติยศชื่อเสียงมาสู่วงศ์ตระกูล

(๔.)  ผู้ที่รักษาศีลข้อ    ด้วยการไม่กล่าวมุสา  ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้  เมื่อนำมาเกิดเป็นมนุษย์  จะทำให้เป็นผู้ที่มีสุ้มเสียงไพเราะ  พูดจามีน้ำมีนวลชวนฟัง  มีเหตุมีผล  ชนิดที่เป็น  “พุทธวาจา”     มีโวหารปฏิภาณไหวพริบในการเจรจา  จะเจรจาความสิ่งใดก็มีผู้เชื่อฟังและเชื่อถือ  สามารถว่ากล่าวสั่งสอนบุตรธิดาและศิษย์ให้อยู่ในโอวาทได้ดี

(๕.)  ผู้ที่รักษาศีลข้อ    ด้วยการไม่ดื่มสุราเมรัย  เครื่องหมักดองของมึนเมา  ด้วยเศษของบุญที่รักษาศีลข้อนี้  เมื่อนำมาเกิดเป็นมนุษย์  ย่อมทำให้เป็นผู้ที่มีสมอง  ประสาท  ปัญญา  ความคิด  แจ่มใส  จะศึกษาเล่าเรียนสิ่งใดก็แตกฉาน  และทรงจำได้ง่ายไม่หลงลืมฟั่นเฟือนเลอะเลือน  ไม่เสียสติ  วิกลจริต  ไม่เป็นโรคสมอง  โรคประสาท  ไม่ปัญญาทราม  ปัญญาอ่อนหรือปัญญานิ่ม

อานิสงส์ของศีล    มีดังกล่าวข้างต้น  สำหรับศีล    ศีล  ๑๐  และศีล  ๒๒๗  ก็ย่อมมีอานิสงส์เพิ่มพูนมากๆยิ่งขึ้นตามระดับและประเภทของศีลที่รักษา  แต่ศีลนั้นแม้จะมีอานิสงส์เพียงไรก็ยังเป็นแต่เพียงการบำเพ็ญบุญบารมีในชั้นกลางๆในพระพุทธศาสนาเท่านั้น  เพราะเป็นแต่เพียงระเบียบหรือกติกาที่จะรักษากายและวาจาให้สงบ  ไม่ให้ก่อให้เกิดทุกข์โทษขึ้นทางกายและวาจาเท่านั้น  ส่วนทางจิตใจนั้น  ศีลยังไม่สามารถที่ควบคุมหรือทำให้สะอาดบริสุทธิ์ได้  ฉะนั้น  การรักษาศีลจึงยังได้บุญน้อยกว่าการภาวนา  เพราะการภาวนานั้น  เป็นการรักษาใจ  รักษาจิต  และซักฟอกจิตให้เบาบางหรือจนหมดกิเลส  คือความโลภ  โกรธ  และหลง  อันเป็นเครื่องร้อยรัดให้บรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลายต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ  การภาวนาจึงเป็นการบำเพ็ญบุญบารมีที่สูงที่สุด  ประเสริฐที่สุด  ได้บุญมากที่สุด  เป็นกรรมอันยิ่งใหญ่  เรียกว่า  “มหัคคตกรรม”  อันเป็น  มหัคคตกุศล

 

๓.  การภาวนา

การเจริญภาวนานั้น  เป็นการสร้างบุญบารมีที่สูงที่สุด  และยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา  จัดว่าเป็นแก่นแท้และสูงกว่าฝ่ายศีลมากนัก  การเจริญภาวนานั้น  มี    อย่าง  แยกอธิบายดังนี้  คือ

(๑.)  สมถภาวนา  (การทำสมาธิ)

                สมถภาวนา  ได้แก่  การทำจิตใจให้เป็นสมาธิ  หรือเป็นฌานซึ่งก็คือการทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว  ไม่ฟุ้งซ่าน  แส่ส่ายไปยังอารมณ์อื่นๆ  วิธีภาวนานั้น  มีมากมายหลายร้อยชนิด  ซึ่งพระพุทธองค์ทรงบัญญัติแบบอย่างเอาไว้  ๔๐  ประการ  เรียกกันว่า  “กรรมฐาน  ๔๐”  ซึ่งผู้ใดจะเลือกใช้วิธีใดก็ได้ตามแต่สมัครใจ  ทั้งนี้ย่อมสุดแล้วแต่อุปนิสัยและวาสนาบารมีที่ได้เคยสร้างสมอบรมมาแต่ในอดีตชาติ  เมื่อสร้างสมอบรมมาในกรรมฐานกองใดจิตก็มักจะน้อมชอบกรรมฐานกองนั้นมากกว่ากองอื่นๆ  และการเจริญภาวนาก็ก้าวหน้าเร็วและง่าย  แต่ไม่ว่าจะเลือกปฏิบัติวิธีใดก็ตาม  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาศีลให้ครบถ้วนบริบูรณ์ตามเพศของตนเสียก่อน คือหากเป็นฆราวาสก็จะต้องรักษาศีล    เป็นอย่างน้อย  หากเป็นสามเณรก็จะต้องรักษาศีล  ๑๐  หากเป็นพระก็จะต้องรักษาศีลปาฏิโมกข์  ๒๒๗  ข้อให้บริบูรณ์  ไม่ให้ขาดและด่างพร้อย  จึงจะสามารถทำจิตใจให้เป็นฌานได้  หากศีลยังไม่มั่นคง  ย่อมเจริญฌานให้เกิดขึ้นได้โดยยาก  เพราะศีลย่อมเป็นบาทฐาน  (เป็นกำลัง)  ให้เกิดสมาธิขึ้น  อานิสงส์ของสมาธินั้นมีมากกว่าการรักษาศีล  อย่างเทียบกันไม่ได้  ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสว่า  “แม้จะได้อุปสมบทเป็นภิกษุรักษาศีล  ๒๒๗  ข้อ  ไม่เคยขาด  ไม่ด่างพร้อยมานานถึง  ๑๐๐  ปี  ก็ยังได้บุญกุศลน้อยกว่า  ผู้ที่ทำสมาธิเพียงให้จิตสงบนานเพียงชั่วไก่กระพือปีก  ช้างกระดิกหู”  คำว่า  “จิตสงบ”  ในที่นี้หมายถึงจิตที่เป็นอารมณ์เดียวเพียงชั่ววูบที่พระท่านเรียกว่า  “ขณิกสมาธิ”  คือ  สมาธิเล็กๆน้อยๆสมาธิแบบเด็กๆที่เพิ่งหัดตั้งไข่  คือหัดยืนแล้วก็ล้มลง  แล้วก็ลุกขึ้นยืนใหม่ซึ่งเป็นอารมณ์จิตที่ยังไม่ตั้งมั่น  สงบวูบลงเล็กน้อยแล้วก็รักษาไว้ไม่ได้  ซึ่งยังห่างไกลต่อการที่จิตถึงขั้นเป็นอุปจารสมาธิและฌานแม้กระนั้นก็ยังมีอานิสงส์มากมายถึงเพียงนี้  โดยหากผู้ใดจิตทรงอารมณ์อยู่ในขั้นขณิกสมาธิแล้วบังเอิญตายลงในขณะนั้นอานิสงส์นี้จะส่งผลให้ได้ไปบังเกิดในเทวโลกชั้นที่    คือ  ชั้นจาตุมหาราชิกา  หากจิตยึดไตรสรณคมน์  (มีพระพุทธ  พระธรรม  และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งอันสูงสุดด้วย  ก็เป็นเทวดาชั้น    คือ  ดาวดึงส์)

สมาธินั้น  มีหลายขั้นตอน  ระยะก่อนที่จะเป็นฌาน  (อัปปนาสมาธิ)  ก็คือ  ขณิกสมาธิและอุปจารสมาธิ  ซึ่งอานิสงส์ส่งให้ไปบังเกิดในเทวโลก    ชั้น  แต่ยังไม่ถึงชั้นพรหมโลก  สมาธิในระดับอัปปนาสมาธิหรือฌานนั้น  มีรูปฌาน    และ  อรูปฌาน    ซึ่งล้วนแต่ส่งผลให้ไปบังเกิดในพรหมโลกรวม  ๒๐ ชั้น แต่จะเป็นชั้นใดย่อมสุดแล้วแต่ความละเอียดประณีตของกำลังฌานที่ได้  ( เว้นแต่พรหมโลกชั้นสุทธาวาส  คือ  ชั้นที่  ๑๒  ถึง  ๑๖  ซึ่งเป็นที่เกิดของพระอนาคามีบุคคลโดยเฉพาะ   )  รูปฌาน    ส่งผลให้บังเกิดในพรหมโลกชั้นที่    ถึง  ชั้นที่      สุดแล้วแต่ความละเอียดประณีตของกำลังฌาน      ส่วนอรูปฌานที่เรียกว่า  “เนวสัญญา  นาสัญญายตนะ”  นั้น  ส่งผลให้บังเกิดในพรหมโลกชั้นสูงสุด  คือ  ชั้นที่  ๒๐  ซึ่งมีอายุยืนยาวถึง  ๘๔,๐๐๐  มหากัป  เรียกกันว่า  นิพพานพรหม  คือ  นานเสียจนเกือบหาเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดมิได้  จนเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็น  “นิพพาน”

การทำสมาธิเป็นการสร้างบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่  ลงทุนน้อยที่สุด  เพราะไม่ได้เสียเงินเสียทอง  ไม่ได้เหนื่อยยากต้องแบกหามแต่อย่างใด  เพียงแต่คอยระวังรักษาสติ  คุ้มครองจิตมิให้แส่ส่ายไปสู่อารมณ์อื่นๆ  โดยให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น  การทำทานเสียอีกยังต้องเสียเงินเสียทอง  การสร้างโบสถ์  วิหาร  ศาลาโรงธรรม  ยังต้องเสียทรัพย์  และบางทีก็ต้องเข้าช่วยแบกหามเหนื่อยกาย  แต่ได้บุญน้อยกว่าการทำสมาธิอย่างที่เทียบกันไม่ได้

อย่างไรก็ดี  การเจริญสมถภาวนาหรือสมาธินั้น  แม้จะได้บุญอานิสงส์มากมายมหาศาลอย่างไร  ก็ยังไม่ใช่บุญกุศลที่สูงสุดยอดในพระพุทธศาสนา  หากจะเปรียบกับต้นไม้ก็เป็นเพียงเนื้อไม้เท่านั้น           การเจริญวิปัสสนา  (การเจริญปัญญา)  จึงจะเป็นการสร้างบุญกุศลที่สูงสุดยอดในพระพุทธศาสนา  หากจะเปรียบก็เป็นแก่นไม้โดยแท้

 

(๒.)  วิปัสสนาภาวนา  (การเจริญปัญญา)

                เมื่อจิตของผู้บำเพ็ญตั้งมั่นในสมาธิจนมีกำลังดีแล้ว  เช่น อยู่ในระดับฌานต่างๆ  ซึ่งจะเป็นฌานในระดับใดก็ได้  แม้แต่จะอยู่แค่เพียงอุปจารสมาธิ  จิตของผู้บำเพ็ญเพียรก็ย่อมมีกำลังและอยู่ในสภาพที่นุ่มนวล  ควรแก่การเจริญวิปัสสนาต่อไปได้  อารมณ์ของวิปัสสนานั้นแตกต่างไปจากอารมณ์ของสมาธิ  เพราะสมาธินั้นมุ่งให้จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งแต่อารมณ์เดียว  โดยแน่นิ่งอยู่เช่นนั้น  ไม่นึกคิดอะไรๆ  แต่วิปัสสนาไม่ใช่ให้จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อย่างเดียวนิ่งอยู่เช่นนั้นแต่เป็นจิตที่คิดและใคร่ครวญหาเหตุและผลในสภาวธรรมทั้งหลายและเป็นสิ่งที่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนานั้น  มีแต่เพียงอย่างเดียวคือ  “ขันธ์  ”   ซึ่งนิยมเรียกกันว่า  “รูป - นาม”  โดยมีรูป    ส่วน  นามนั้นมี    คือ  เวทนา  สัญญา  สังขาร  และวิญญาณ  ขันธ์    ดังกล่าวเป็นเพียงอุปาทานขันธ์  เพราะแท้จริงแล้วเป็นแต่เพียงสังขารธรรมที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปรุงแต่ง  แต่เพราะอวิชชา  คือ  ความไม่รู้เท่าสภาวธรรม  จึงทำให้เกิดความยึดมั่นด้วย  อำนาจอุปาทานว่าเป็นตัวตนและของตน  การเจริญวิปัสสนาก็โดยมีจิตพิจารณาจนรู้แจ้งเห็นจริงว่า  อันสภาวธรรมทั้งหลาย  อันได้แก่ขันธ์    นั้นล้วนแต่มีอาการเป็นพระไตรลักษณ์  คือ  เป็นอนิจจัง  ทุกขัง  และอนัตตา  โดย

                (๑)  อนิจจัง  คือความไม่เที่ยง  คือ  สรรพสิ่งทั้งหลาย  ไม่ว่าจะเป็นคน  สัตว์  สิ่งของ  สมบัติ  เพชร  หิน  ดิน  ทราย  และรูปกายของเรา  ล้วนแต่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน  เมื่อมีเกิดขึ้นแล้วก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา  เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น  ไม่อาจจะให้ตั้งมั่นทรงอยู่ในสภาพเดิมได้  เช่น  คนและสัตว์  เมื่อมีการเกิดขึ้นแล้ว  ก็มีการเจริญเติบโตเป็นหนุ่มสาว  และเฒ่าแก่จนตายไปในที่สุด  ไม่มีเว้นไปได้ทุกผู้คน  แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย  พรหมและเทวดา  ฯลฯ

สรรพสิ่งทั้งหลายอันเนื่องมาจากการปรุงแต่ง  ที่เรียกว่า  อุปทานขันธ์    เช่น  รูปกาย  ล้วนแต่เป็นแร่ธาตุต่างๆมาประชุมกันเป็นหน่วยเล็กๆของชีวิตขึ้นก่อน  ซึ่งเล็กจนตาเปล่ามองไม่เห็น  เรียกว่า  “เซลล์”  แล้วบรรดาเซลล์เหล่านั้นก็มาประชุมรวมกันเป็นรูปร่างของคนและสัตว์ขึ้น  ซึ่งหน่วยชีวิตเล็กๆเหล่านั้นก็มีการเจริญเติบโตและแตกสลายไป  แล้วเกิดของใหม่ขึ้นแทนที่อยู่ตลอดเวลา  ล้วนแล้วแต่เป็นอนิจจังไม่เที่ยงแท้แน่นอน

                (๒)  ทุกขัง  ได้แก่  “สภาพที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้”  ทุกขัง  ในที่นี้มิได้หมายความแต่เพียงว่าเป็นความทุกข์กายทุกข์ใจเท่านั้น  แต่การทุกข์กายทุกข์ใจก็เป็นลักษณะส่วนหนึ่งของทุกขังในที่นี้สรรพสิ่งทั้งหลายอันเป็นสังขารธรรมเมื่อเกิดขึ้นแล้ว  ก็ไม่อาจที่จะทนตั้งมั่นอยู่ในสภาพนั้นๆได้ตลอดไป  ไม่อาจจะทรงตัว  และต้องเปลี่ยนแปลงไป  เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น  เมื่อได้เกิดมาเป็นเด็กจะให้ทรงสภาพเป็นเด็กๆเช่นนั้นตลอดไปหาได้ไม่  จะต้องเปลี่ยนแปลงไปเป็นหนุ่มและสาว  แล้วก็เฒ่าแก่  จนในที่สุดก็ต้องตายไป  แม้ขันธ์ที่เป็นนามธรรมอันได้แก่  เวทนา  สัญญา  สังขาร  และวิญญาณ  ก็ไม่มีสภาพทรงตัวเช่นเดียวกัน  เช่นขันธ์ที่เรียกว่า  เวทนา  อันได้แก่  ความทุกข์กายทุกข์ใจ  และความไม่สุขไม่ทุกข์  ซึ่งเมื่อมีเกิดเป็นอารมณ์ดังกล่าวอย่างใดขึ้นแล้ว  จะให้คงทรงอารมณ์เช่นนั้นให้ตลอดไปย่อมไม่ได้  นานไปอารมณ์เช่นนั้นหรือเวทนาเช่นนั้นก็ค่อยๆจางไป  แล้วเกิดอารมณ์ใหม่ชนิดอื่นขึ้นมาแทนที่

                (๓)  อนัตตา  ได้แก่  “ความไม่ใช่ตัว  ไม่ใช่ตน  ไม่ใช่สัตว์  ไม่ใช่บุคคล  ไม่ใช่สิ่งของ”  โดยสรรพสิ่งทั้งหลาย  อันเนื่องมาจากการปรุงแต่ง  ไม่ว่าจะเป็น  “รูป  เวทนา  สัญญา สังขาร  และวิญญาณ”  ล้วนแต่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย  เช่น   รูปขันธ์ย่อมประกอบขึ้นด้วยแร่ธาตุต่างๆมาประชุมรวมกันเป็นกลุ่มก้อน  เป็นหน่วยชีวิตเล็กๆขึ้นก่อน  เรียกในทางวิทยาศาสตร์ว่า  “เซลล์”  แล้วเซลล์เหล่านั้นก็ประชุมรวมกันเป็นรูปใหญ่ขึ้น  จนเป็นรูปกายของคนและสัตว์ทั้งหลาย  ซึ่งพระท่านรวมเรียกหยาบๆว่าเป็นธาตุ   มาประชุมรวมกัน  โดยส่วนที่เป็นของแข็งมีความหนักแน่น  เช่น  เนื้อ  กระดูก  ฯลฯ  เรียกว่า  ธาตุดิน  ส่วนที่เป็นของเหลว  เช่น  น้ำเลือด  น้ำเหลือง  น้ำดี  น้ำปัสสาวะ  น้ำไขข้อ  น้ำมูก  น้ำลาย  ฯลฯ  รวมเรียกว่า  ธาตุน้ำ  ส่วนสิ่งที่ให้พลังงานและอุณหภูมิในร่างกาย  เช่น  ความร้อน  ความเย็น  เรียกว่า   ธาตุไฟ  ส่วนธรรมชาติที่ทำให้เกิดความเคลื่อนไหว  ความตั้งมั่น  ความเคร่ง  ความตึง  และบรรดาสิ่งเคลื่อนไหวไปมาในร่างกาย  เรียกว่า  ธาตุลม  (โดย  ธาตุ    ดังกล่าวนี้มิได้มีความหมายอย่างเดียวกับคำว่า  “ธาตุ”  อันหมายถึง  แร่ธาตุในทางวิทยาศาสตร์)  ธาตุ    หยาบๆ  เหล่านี้ได้มาประชุมรวมกันเป็นรูปกายของคน  สัตว์และสรรพสิ่งทั้งหลายขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น  เมื่อนานไปก็ย่อมเปลี่ยนแปลงแล้วแตกสลายกลับคืนไปสู่สภาพเดิม  โดยส่วนที่เป็นดินก็กลับไปสู่ดิน  ส่วนที่เป็นน้ำก็กลับไปสู่น้ำ  ส่วนที่เป็นไฟก็กลับไปสู่ไฟ  ส่วนที่เป็นลมก็กลับไปสู่ความเป็นลม  ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของคนและสัตว์ที่ไหนแต่อย่างใด  จึงไม่อาจจะยึดมั่นถือมั่นรูปกายนี้ว่าเป็นตัวเราของเราให้เป็นที่พึ่งอันถาวรได้

สมาธิ  ย่อมมีกรรมฐาน  ๔๐  เป็นอารมณ์  ซึ่งผู้บำเพ็ญอาจจะใช้กรรมฐานบทใดบทหนึ่งตามแต่ที่ถูกจริตนิสัยของตนก็ย่อมได้  ส่วนวิปัสสนานั้น  มีแต่เพียงอย่างเดียว  คือมี  ขันธ์    เป็นอารมณ์เรียกสั้นๆว่า  มีรูปกับนามเท่านั้น  ขันธ์    นั้นได้แก่  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร  และวิญญาณ  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสภาวธรรมหรือสังขารธรรม  เกิดขึ้นเนื่องจากการปรุงแต่ง  เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไม่เที่ยงทนอยู่ในสภาพเช่นนั้นไม่ได้  และไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนแต่อย่างใด  อารมณ์ของวิปัสสนานั้น  เป็นอารมณ์จิตที่ใคร่ครวญหาเหตุและผลในสังขารธรรมทั้งหลาย  จนรู้แจ้งเห็นจริงว่าเป็นพระไตรลักษณ์  คือ  เป็นอนิจจัง  ทุกขัง  และอนัตตา  และเมื่อใดที่จิตยอมรับสภาพความเป็นจริงว่าเป็นอนิจจัง  ทุกขัง  และอนัตตาจริง   เรียกว่า  จิตตกระแสธรรมตัดกิเลสได้  ปัญญาที่จะเห็นสภาพความเป็นจริงดังกล่าว  ไม่ใช่แต่เพียงปัญญาที่นึกคิดและความหมายเอาเท่านั้น  แต่ย่อมมีตาวิเศษหรือตาในที่พระท่านเรียกว่า  “ญาณทัสสนะ”  เห็นเป็นเช่นนั้นจริงๆซึ่งจิตที่ได้ผ่านการอบรมสมาธิมาจนมีกำลังดีแล้ว  ย่อมมีพลังให้เกิดญาณทัสสนะหรือปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริงดังกล่าวได้  เรียกกันว่า  “สมาธิอบรมปัญญา”  คือ  สมาธิทำให้วิปัสสนาญาณเกิดขึ้น  และเมื่อวิปัสสนาญาณได้เกิดขึ้นแล้วย่อมถ่ายถอนกิเลสให้เบาบางลง  จิตก็ย่อมเบาและใสสะอาดบางจากกิเลสทั้งหลายไปตามลำดับ  สมาธิจิตก็ยิ่งก้าวหน้าและตั้งมั่นมากยิ่งๆขึ้นไปอีก  เรียกว่า  “ปัญญาอบรมสมาธิ”  ฉะนั้นทั้งสมาธิและวิปัสสนาจึงเป็นทั้งเหตุและผลของกันและกัน  และอุปการะซึ่งกันและกัน  จะมีวิปัสสนาปัญญาเกิดขึ้นโดยขาดกำลังสมาธิสนับสนุนมิได้เลย  อย่างน้อยที่สุดก็จะต้องใช้กำลังของขณิกสมาธิเป็นบาทฐานในระยะแรกเริ่ม  สมาธิจึงเปรียบเหมือนกับหินลับมีด  ส่วนวิปัสสนานั้นเหมือนกับมีดที่ได้ลับกับหินคมดีแล้วย่อมมีอำนาจถากถางตัดฟันบรรดากิเลสทั้งหลายให้ขาดและพังลงได้  อันสังขารธรรมทั้งหลายนั้นล้วนแต่เป็นอนิจจัง ทุกขังและอนัตตา  ไม่ใช่ตัว  ไม่ใช่ตน  ไม่ใช่คน  ไม่ใช่สัตว์  ไม่ใช่ตัวเราของเราแต่อย่างใด  ทุกสรรพสิ่งล้วนแล้วแต่เป็นแค่ดิน  น้ำ   ลม  และไฟ  มาประชุมรวมกันชั่วคราวตามเหตุตามปัจจัยเท่านั้น  ในเมื่อจิตได้เห็นความเป็นจริงเช่นนี้แล้วจิตก็จะละคลายจากอุปาทาน  คือ  ความยึดมั่นถือมั่น  โดยคลายกำหนัดใน ลาภ  ยศ  สรรเสริญ  สุขทั้งหลาย  ความโลภ ความโกรธ  และความหลงก็เบาบางลงไปตามลำดับ  ปัญญาญาณจนหมดสิ้นจากกิเลสทั้งมวล  บรรลุซึ่งพระอรหัตผล

ฉะนั้น  การที่จะเจริญวิปัสสนาภาวนาได้  จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพยายามทำสมาธิให้ได้เสียก่อน  หากทำสมาธิยังไม่ได้  ก็ไม่มีทางที่จะเกิดวิปัสสนาปัญญาขึ้น  สมาธิจึงเป็นเพียงบันไดขั้นต้นที่จะก้าวไปสู่การเจริญวิปัสสนาปัญญาเท่านั้น  ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า  “ผู้ใดแม้จะทำสมาธิจนจิตเป็นฌานได้นานถึง  ๑๐๐  ปี  และไม่เสื่อม  ก็ยังได้บุญน้อยกว่าผู้ที่มองเห็นความเป็นจริงที่ว่า  สรรพสิ่งทั้งหลายอันเนื่องมาจากการปรุงแต่งล้วนแล้วแต่เป็นอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  แม้จะเห็นเพียงชั่วขณะจิตเดียวก็ตาม”  ดังนี้  จะเห็นได้ว่าวิปัสสนาภาวนานั้นเป็นสุดยอดของการสร้างบุญบารมีโดยแท้จริง  และการกระทำก็ไม่เหนื่อยยากลำบาก  ไม่ต้องแบกหาม  ไม่ต้องลงทุนหรือเสียทรัพย์แต่อย่างใด  แต่ก็ได้กำไรมากที่สุด  เมื่อเปรียบการให้ทานเหมือนกับกรวดและทราย  ก็เปรียบวิปัสสนาได้กับเพชรน้ำเอก  ซึ่งทานย่อมไม่มีทางที่จะเทียบศีล  ศีลก็ไม่มีทางที่จะเทียบกับสมาธิและ  สมาธิก็ไม่มีทางที่จะเทียบกับวิปัสสนา  แต่ตราบใดที่เราท่านทั้งหลายยังไม่ถึงฝั่งพระนิพพาน  ก็ต้องเก็บเล็กผสมน้อยโดยทำทุกๆทางเพื่อความไม่ประมาท  โดยทำทั้งทาน  ศีล  และภาวนา  สุดแต่โอกาสจะอำนวยให้  จะถือว่าการเจริญวิปัสสนาภาวนานั้น  ลงทุนน้อยที่สุด  แต่กำไรมากที่สุด  ก็เลยทำแต่วิปัสสนาอย่างเดียว  โดยไม่ยอมลงทุนทำบุญให้ทานใดๆไว้เลย  เมื่อเกิดชาติหน้า  เพราะเหตุที่ยังไม่ถึงฝั่งพระนิพพาน  ก็เลยมีแต่ปัญญาอย่างเดียวไม่มีจะกินจะใช้  ก็เห็นจะเจริญวิปัสสนาให้ถึงฝั่งพระนิพพานไปไม่ได้เหมือนกัน

อนึ่ง  พระพุทธองค์ตรัสเอาไว้ว่า  “ผู้ใดมีปัญญาพิจารณาจนจิตเห็นความจริงว่า  ร่างกายนี้เป็นอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน  คน  สัตว์  แม้จะนานเพียงชั้วช้างยกหูขึ้นกระดิกก็ยังดีเสียกว่าผู้ที่มีอายุยืนนานถึง  ๑๐๐  ปี  แต่ไม่มีปัญญาเห็นความเป็นจริงดังกล่าว”  กล่าวคือแม้ว่าอายุของผู้นั้นจะยืนยาวมานานเพียงใด  ก็ย่อมโมฆะเสียเปล่าไปชาติหนึ่ง  จัดว่าเป็น  “โมฆบุรุษ”    คือบุรุษที่สูญเปล่า

ต่อไปนี้เป็นการเจริญสมถะและวิปัสสนาอย่างง่ายๆประจำวันซึ่งควรจะได้ทำให้บ่อยๆ ทำเนืองๆ ทำให้มากๆ  ทำจนจิตเป็นอารมณ์แนบแน่น  ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด  คือไม่ว่าจะยืน  เดิน  นั่ง  หรือนอน  ก็คิดและใคร่ครวญถึงความเป็นจริง    ประการ  ดังต่อไปนี้หากทำแล้วพระพุทธองค์ตรัสว่า  “จิตผู้นั้นไม่ห่างจากวิปัสสนาและเป็นผู้ที่ไม่ห่างจากมรรค  ผล  นิพพาน”  คือ

(๑)  มีจิตใคร่ครวญถึงมรณัสสติกรรมฐาน  หรือมรณานุสสติกรรมฐาน  ซึ่งก็คือการใคร่ครวญถึงความตายเป็นอารมณ์อันความมรณะนั้นเป็นธรรมอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครสามารถที่จะเอาชนะได้  แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ซึ่งทรงบรรลุถึงพระธรรมอันยิ่งใหญ่ที่ไม่ตาย          แต่ยังต้องทรงทอดทิ้งพระสรีระร่างกายไว้ในโลก  การระลึกถึงความตายจึงเป็นการเตือนสติให้ตื่น  รีบพากเพียรชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ก่อนที่ความตายจะมาถึง  พระพุทธองค์ตรัสสรรเสริญมรณัสสติว่า  “มรณัสสติ”  (การระลึกถึงความตาย)  อันบุคคลทำให้มากแล้วย่อมมีผลใหญ่  มีอานิสงส์ใหญ่  หยั่งลงสู่พระนิพพานเป็นที่สุด  ฯลฯ”  อันมรณัสสติกรรมฐานนั้น  แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย  ซึ่งแม้จะได้บรรลุมรรคผลแล้ว  ก็ยังไม่ยอมละ  เพราะยังทรงอารมณ์มรณัสสตินี้ควบคู่ไปกับวิปัสสนา เพื่อความอยู่เป็นสุข  ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า  “ตถาคตนึกถึงความตายอยู่ทุกลมหายใจเข้าและออก  ฯลฯ”  มรณัสสติกรรมฐานนั้น  โดยปกติเป็นกรรมฐานของผู้ที่มีพุทธิจริต  คือคนที่ฉลาด  การใคร่ครวญถึงความตายเป็นอารมณ์  ก็คือการพิจารณาถึงความเป็นจริงที่ว่า  ไม่ว่าคนและสัตว์ทั้งหลายเมื่อมีการเกิดขึ้นแล้ว  ย่อมเจริญวัยเป็นหนุ่มสาว  เฒ่าแก่แล้วก็ตายไปในที่สุด  ไม่อาจจะล่วงพ้นไปได้ทุกผู้คน  ไม่ว่าจะเป็นคนยาก  ดี  มี  จน  เด็ก  หนุ่ม  สาว  เฒ่าแก่  สูง  ต่ำ  เหลื่อมล้ำกันด้วยฐานันดรศักดิ์อย่างใด  ในที่สุดก็ทันกันและเสมอกันด้วยความตาย  ผู้ที่คิดถึงความตายนั้น  เป็นผู้ที่ไม่ประมาทในชีวิต  ไม่มั่วเมาในชีวิต  เพราะเมื่อคิดถึงแล้วย่อมเร่งกระทำความดีและบุญกุศล  เกรงกลัวต่อบาปกรรมที่จะติดตามไปในภพชาติหน้า  ผู้ที่ประมาทมัวเมาต่อทรัพย์สมบัติยศศักดิ์ตำแหน่งหน้าที่นั้นเป็นผู้ที่หลง  เหมือนกับคนที่หูหนวกและตาบอด  ซึ่งโบราณกล่าวตำหนิไว้ว่า  “หลงลำเนาเขาป่ากู่หาพอได้ยิน  หลงยศอำนาจย่อมหูหนวกและตาบอด”  และกล่าวไว้อีกว่า  “หลงยศลืมตาย  หลงกายลืมแก่”  และความจริงก็มีให้เห็นอยู่ทุกวันนี้ที่บางท่านใกล้จะเข้าโลงแล้ว  ก็ยังหลงและมัวเมาในอำนาจวาสนา  ตำแหน่งหน้าที่  จนลืมไปว่าอีกไม่นานตนก็จะต้องทิ้งต้องจากสิ่งเหล่านี้ไป  แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนได้หลงมัวเมาเฝ้าแสวงหาหวงแหนเกาะแน่นอยู่นั้น  ก็จะต้องสลายไปพร้อมกับความตายของตน  สูญเปล่าไม่ได้ตามติดกับตนไปด้วยเลย   แล้วไม่นานผู้คนที่อยู่เบื้องหลังก็ลืมเลือนตนไปเสียสิ้น  ดูเหมือนกับวันเวลาทั้งหลายที่ตนได้ต่อสู้เหนื่อยยากขวนขวายจนได้สิ่งดังกล่าวมานั้น  ต้องโมฆะสูญเปล่าไปโดยหาสารประโยชน์อันใดมิได้เลย

มรณัสสติกรรมฐานนั้น  เมื่อพิจารณาไปนานๆจิตจะค่อยๆสงบระงับจากนิวรณ์ธรรม    ประการ  ในที่สุดจิตก็เข้าถึงอุปจารสมาธิ  และความจริงกรรมฐานกองนี้เป็นเพียงสมถภาวนาเท่านั้นแต่ก็ใกล้กับวิปัสสนา  เพราะอารมณ์จิตที่ใช้นั้นเป็นการพิจารณาว่า อันชีวิตของคนและสัตว์  ตลอดจนสรรพสิ่งทั้งหลายไม่อาจทรงตัวตั้งมั่นอยู่ได้  เมื่อมีเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมมีความตายเป็นที่สุด  เป็นอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  ดังนี้  แล้วก็เป็นวิปัสสนาภาวนา

สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อใกล้จะเสด็จดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพานอีก    เดือน  ได้ทรงปลงอายุสังขาร  แล้วตรัสสอนพระอานนท์พร้อมหมู่ภิกษุทั้งหลายว่า  “อานนท์  ตถาคตได้เคยบอกเธอแล้วมิใช่หรือว่า  สัตว์จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจไปทั้งสิ้น  สัตว์จะได้ปรารถนาในสังขารนี้แต่ที่ไหนเล่าการที่จะขอให้สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว  เป็นแล้ว  ที่มีปัจจัยปรุงแต่งแล้วและที่จะต้องมีการแตกดับเป็นธรรมดาว่าอย่าฉิบหายเลย  ดังนี้  ย่อมไม่อยู่ในกาลไม่นานเลย  ถัดจากนี้ไป    เดือน  เราจักนิพพาน  ฯลฯ  สัตว์ทั้งปวงทั้งที่เป็นคนหนุ่ม  คนแก่  ทั้งที่เป็นพาลและบัณฑิต  ทั้งที่มั่งมีและยากจน  ล้วนแต่มีความตายเป็นเบื้องหน้า  เปรียบเหมือนภาชนะดินที่ช่างหม้อได้ปั้นแล้ว  ทั้งเล็กและใหญ่  ทั้งที่สุกและที่ยังดิบล้วนแต่มีการแตกทำลายไปในที่สุดฉันใด  ชีวิตแห่งสัตว์ทั้งหลายก็ล้วนแต่มีความตายเป็นเบื้องหน้าฉันนั้น  วัยของเราแก่หง่อมแล้วชีวิตของเราริบหรี่แล้วเราจักต้องละพวกเธอไป  ที่พึ่งของตัวเองเราได้ทำแล้ว  ภิกษุทั้งหลาย  เธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท  มีสติ  มีศีล  มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี  ตามรักษาซึ่งจิตของตนเถิดในธรรมวินัยนี้  ภิกษุใดเป็นผู้ไม่ประมาท  ก็สามารถที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้”  และในวันมหาปรินิพพาน  พระพุทธองค์ได้ตรัสพระปัจฉิมโอวาท  ที่เรียกกันว่า  “อัปปมาทธรรม”  สั่งสอนพระสาวกเป็นครั้งสุดท้าย  จนดูเหมือนว่าพระธรรม  ๘๔,๐๐๐  พระธรรมขันธ์ที่ทรงสั่งสอนมานานถึง  ๔๕  พรรษา  ได้ประมวลประชุมรวมกันในพระปัจฉิมโอวาทนี้ว่า  “ภิกษุทั้งหลาย  บัดนี้ตถาคตขอเตือนท่านทั้งหลายว่า  สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมเป็นธรรมดา  พวกเธอจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน  ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”

(๒)  มีจิตใคร่ครวญถึงอสุภกรรมฐาน  อสุภ  ได้แก่  สิ่งที่ไม่สวยไม่งาม  เช่น  ซากศพ  คือ  มีจิตพิจารณาให้เห็นความเป็นจริงที่ว่าร่างกายของคนและสัตว์อันเป็นที่นิยมรักใคร่เสน่หา  และเป็นบ่อเกิดแห่งตัณหาราคะ  กามกิเลส  ว่าเป็นของสวยของงาม  เป็นที่เจริญตาและใจ  ไม่ว่าร่างกายของตนเอง  และของผู้อื่นก็ตาม  แท้ที่จริงแล้วก็เป็นอนิจจังคือไม่เที่ยงแท้แน่นอน  ทุกขัง  คือ  ทนอยู่ในสภาพเช่นนั้นไม่ได้  วันเวลาย่อมพรากความสวยสดงดงามให้ค่อยๆจากไปจนเข้าสู่วัยชรา  ซึ่งจะมองหาความสวยงามใดๆหลงเหลืออยู่มิได้อีกเลย  และในทันใดที่ตายลงนั้น  แม้แต่ผู้ที่เคยสนิทสนมเสน่หารักใคร่  อันรวมถึงสามี  ภริยาและบุตรธิดา  ต่างก็พากันรังเกียจในทันใด  ไม่ยอมเข้าใกล้  บ้านของตนเองที่อุตส่าห์สร้างมาด้วยความเหนื่อยยาก  ก็ไม่ยอมให้อยู่  ต้องรีบขนๆออกไปโดยไวไว้ที่วัด  แล้วซากเหล่านั้นก็เน่าเปื่อยสลายไป  เริ่มตั้งแต่เนื้อหนังค่อยๆพองออกขึ้นอืด  น้ำเลือด  น้ำเหลืองก็เริ่มเน่า  แล้วเดือดไหลออกจากทวารทั้งหลาย  เนื้อหนังแตกปริแล้วร่วงหลุดออก  จนเหลือแต่กระดูก  ส่งกลิ่นเน่าเหม็น  เป็นที่น่าเกลียดกลัว         สะอิอสะเอียน  หาความสวยงามน่ารักเสน่หาใดๆมิได้อีกเลย  ทั้งไร้คุณค่าและประโยชน์  คงมีค่ากระจายเรี่ยราดอยู่ตามดินและทราย  แตกละเอียดผุพังเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย  แล้วเน่าเปื่อยเป็นปุ๋ยแก่พืชผักต่อไป  หาตัวหาตนของเราของเขาที่ไหนมิได้เลย  สังขารของเราในที่สุดก็เป็นเช่นนี้  ไม่มีอะไรคงเหลือไว้เลย

(๓)  มีจิตใคร่ครวญถึงกายคตานุสสติกรรมฐาน  บางทีเรียกกันง่ายๆว่า  “กายค ตาสติกรรมฐาน”  เป็นกรรมฐานที่มีอานิสงส์มากเพราะสามารถทำให้ละ  “สักกายทิฐิ”  อันเป็นสังโยชน์ข้อต้นได้โดยง่าย  และเป็นกรรมฐานที่เกี่ยวกับการพิจารณาร่างกายให้เห็นตามสภาพความเป็นจริง  ซึ่งมักพิจารณาร่วมกับอสุภกรรมฐานมรณัสสติกรรมฐาน  ซึ่งพระอริยเจ้าทุกๆพระองค์ที่จะบรรลุพระอรหัตผลได้จะต้องผ่านการพิจารณากรรมฐานทั้งสามกองนี้เสมอมิฉะนั้นแล้วจะเป็นพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนามิได้  ทั้งนี้เพราะบรรดาสรรพกิเลสทั้งหลาย  ไม่ว่าจะเป็นความโลภ  โกรธ  และหลง  ต่างก็เกิดขึ้นที่กายนี้  เพราะความยึดมั่นถือมั่นด้วยอำนาจอุปาทานว่าเป็นตัวตนและของตน  จึงได้เกิดกิเลสดังกล่าวขึ้น  การพิจารณาละกิเลสก็จะต้องพิจารณาละที่กายนี้เอง  มรรค  ผล  และนิพพาน  ไม่ต้องไปมองหาที่ไหนเลย  แต่มีอยู่พร้อมให้รู้แจ้งเห็นจริงได้ที่ร่างกายอันกว้างศอกยาววาและหนาคืบนี่เอง  การพิจารณาก็คือให้มีจิตใคร่ครวญให้เห็นตามสภาพความเป็นจริงที่ว่า  อันร่างกายของคนและสัตว์ที่ต่างก็เฝ้าทะนุถนอมรักใคร่  ว่าสวยงาม  เป็นที่สนิทเสน่หาชมเชยรักใคร่ซึ่งกันและกันนั้น  แท้ที่จริงแล้วก็เป็นของปฏิกูล  สกปรกโสโครก  ไม่สวย  ไม่งาม  ไม่น่ารักใคร่ทะนุถนอมเป็นมูตร  คูถ  เพราะเป็นที่บรรจุไว้ซึ่งสรรพสิ่งทั้งหลายที่เป็นพืชผักและบรรดาซากศพของสัตว์ที่บริโภคเข้าไปภายในกระเพาะนั้นแท้ที่จริงแล้วก็เป็นที่รวมฝังซากศพของบรรดาสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง  พืชและสัตว์ที่บริโภคเข้าไป  ก็ล้วนแต่เป็นของที่สกปรก  ที่ขับถ่ายออกมาจากทวารทั้งหลาย  ก็เป็นของสกปรกโสโครก  ซึ่งต่างก็พากันรังเกียจว่าเป็น  “ขี้”  มีสารพัดขี้  ซึ่งแม้แต่จะเหลือบตาไปมองก็ยังไม่กล้าที่จะมอง  แต่แท้ที่จริงแล้วในท้อง  กระเพาะ  ลำไส้ภายในร่างกายของทุกผู้คนก็ยังมีบรรดาขี้เหล่านี้บรรจุอยู่  เพียงแต่มีหนังห่อหุ้มปกปิดไว้  ทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายนอกเท่านั้น  แต่เราท่านทั้งหลายก็พากันกกกอดคลึงเคล้า  เฝ้าชมเชยก้อนขี้เหล่านี้ว่าเป็นของสวยงาม  น่ารักใคร่น่าเสน่หายิ่งนัก  เมื่อมีการขับถ่ายออกจากทวาร  หูก็เรียกกันว่าขี้ของหู  คือ  “ขี้หู”  ที่ขับถ่ายออกทางตาก็เรียกกันว่า  “ขี้ตา”  ที่ติดฟันอยู่ก็เรียกว่าขี้ฟัน  ที่ออกทางจมูกก็เรียกว่าขี้ของจมูก  คือ  “ขี้มูก”  รวมความแล้ว  บรรดาสิ่งที่ขับถ่ายออกมาพอพ้นจากร่างกายในทันใดนั้นเอง  จากเดิมที่เป็นของน่ารักน่าเสน่หา  ก็กลายเป็นของที่น่ารังเกียจไปโดยพลันกลายเป็นสิ่งไม่มีใครอยากรักอยากเสน่หา  เพราะเป็นขี้  และไม่มีใครอยากจะเป็นเจ้าของด้วย  เมื่อไม่มีใครยอมรับเป็นเจ้าของสิ่งที่ขับถ่ายออกมาทางผิวหนังจึงหาเจ้าของมิได้  ซึ่งต่างก็โทษกันว่าขี้ของใครก็ไม่ทราบ  นานมาก็กลายเป็น  “ขี้ไคล”  ดังนี้เป็นต้น  นอกจากสิ่งที่ขับถ่ายออกมาจะน่ารังเกียจดังกล่าวแล้ว  ก็จะเห็นความเป็นจริงที่ว่า  เป็นที่ประชุมรวมกันของอวัยวะชิ้นต่างๆที่เป็นตา  หู  จมูก  ลิ้น  เนื้อ  ปอด  ตับ  ม้าม  หัวใจ  กระเพาะอาหาร  ลำไส้  หนัง  พังผืด  เส้นเอ็น  เส้นเลือด  น้ำเลือด  น้ำเหลือง  น้ำลาย  น้ำตา  น้ำปัสสาวะ  ฯลฯ  รวมเรียกกันว่า  อาการ  ๓๒  ซึ่งต่างก็ห้อยแขวนระเกะระกะยางโตงเตงอยู่ภายใน  เมื่อแยกหรือควักออกมาดูทีละชิ้น  จะไม่มีชิ้นใดที่เรียกกันว่า  สวยงาม  น่ารัก  น่าพิศวาสเลย  กลับเป็นของที่น่ารังเกลียด  ไม่สวย  ไม่งาม  ไม่น่าดู  แต่สิ่งเหล่านี้ก็รวมประกอบอยู่ภายในร่างกายของเราทุกผู้คน  โดยมีหนังหุ้มห่อ  ปกปิดอยู่โดยรอบหากไม่มีผืนหนังหุ้มห่อและสามารถมองเห็นภายในได้แล้ว  แม้จะเป็นร่างกายของคนที่รักสุดสวาทขาดใจ   ก็คงจะต้องเบือนหน้าหนีอกสั่นขวัญหาย  บางทีอาจจะถึงขั้นจับไข้ไปเลย  ซึ่งอาจจะต้องถึงขั้นทำพิธีปัดรังควานเรียกขวัญกันอีก  หากจะถือว่าน่ารักน่าเสน่หาอยู่ที่ผืนหรือแผ่นหนังรอบกาย  ก็ลองลอกออกมาดูก็จะเห็นว่าไม่สวยงามตรงไหนแต่อย่างใด  แต่ที่นิยมยกย่องรักใคร่หลงกันอยู่  ก็คือ  ผิวหรือสีของหนังชั้นนอกสุดเท่านั้น  ถ้าได้ลอกหรือขูดผิวชั้นนอกสุดออกให้เหลือแต่หนังแท้แดงๆ  แล้วแม้จะเป็นหนังสดสวยของนางงามจักรวาล   ผู้คนก็คงจะต้องเบือนหน้าหนี  จึงเป็นที่แน่ชัดว่า  คนสวย  คนงาม  ก็คงสวยและงามกันแค่ผิวหนังชั้นนอกสุด  รักและเสน่หากันที่ผิวหนัง  ซึ่งเป็นของฉาบฉวยนอกกาย  หาได้สวยงามน่ารักไปเข้าถึงตับ  ปอด  หัวใจ  ม้าม  กระเพาะ  ลำไส้  น้ำเลือด  น้ำเหลือง  อุจจาระ  ปัสสาวะ  ภายในร่างกายด้วยหรือไม่  ส่วนผู้ที่ผิวหรือสีของหนังดำด่าง  ไม่สดใสน่าดูก็พยายามทาลิปสติก  แต่งหน้า  ทาสี  พอกแป้ง  ย้อม  และดึงกันเข้าไปให้เต่งตึง  และออกเป็นสีสันต่างๆ  แล้วก็พากันนิยมยกย่องชวนชมกันไป  แท้ที่จริงแล้วก็เป็นความหลง  โดยหลงรักกันที่แป้งและสีที่พอก  หลอกให้เห็นฉาบฉวยอยู่แค่ผิวภายนอกเท่านั้น  เมื่อมีสติพิจารณาเห็นความเป็นจริงอยู่เช่นนี้  หากจิตมีกำลังก็จะทำนิวรณ์ 5 ประการค่อยๆ สงบระงับลงทีละเล็กทีละน้อย  โดยเฉพาะจิตจะไม่เดือดร้อนกระวนกระวายแส่ส่ายไปในอารมณ์รักๆ ใคร่ๆ ในที่สุดจิตก็จะสงบเยือกเย็นลงจนถึงขั้นอุปจารสมาธิได้ หากสติมีกำลังพอก็อาจถึงขั้นปฐมฌานได้

                กายคตานุสสติกรรมฐานนั้น  ความจริงก็เป็นเพียงสมถภาวนาที่ทำให้จิตเป็นสมาธิได้ถึงขั้นปฐมฌาน  แต่ก็เป็นสมถภาวนาที่เจือไปด้วยวิปัสสนาภาวนา  เพราะเป็นอารมณ์จิตที่ใคร่ครวญหาเหตุและผลตามสภาพเป็นจริงของสังขารธรรมหรือสภาวธรรม  ซึ่งหากได้พลิกการพิจารณาอาการ 32 ดังกล่าว  ให้รู้แจ้งเห็นจริงว่าอาการ 32 ดังกล่าวนั้นไม่มีการทรงตัว  เมื่อมีเกิดเป็นอาการ 32 ขึ้นแล้ว  ก็ไม่อาจจะตั้งมั่นอยู่ได้  จะต้องเปลี่ยนแปลงไปเป็นอนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  ไม่ใช่ตัว  ไม่ใช่ตน  ไม่ใช่คน  ไม่ใช่สัตว์  ไม่ใช่ตัวเรา  และของเราแต่อย่างใด  ร่างกายไม่ว่าของตนเองและของผู้อื่นต่างก็เต็มไปด้วยความทุกข์  ดังนี้ก็เป็นวิปัสสนา  กายคตานุสสติกรรมฐานเป็นกรรมฐานที่เมื่อพิจารณาไปแล้ว  ก็จะเห็นความสกปรกโสโครกของร่างกายจนรู้แจ้งเห็นจริงว่า  ไม่น่ารัก ไม่น่าใคร่  จึงเป็นกรรมฐานที่มีอำนาจทำลายราคะกิเลส  และเมื่อได้รู้แจ้งเห็นจริงดังกล่าวมากๆ เข้า  จิตก็จะมีกำลังและเกิดความเบื่อหน่ายในร่างกายทั้งของตนเองและของผู้อื่น  จึงเป็นการง่ายที่ “นิพพิทาญาณ” จะเกิดขึ้น  และเมื่อได้เกิดขึ้นแล้ว  จนมีญาณทัสสนะเห็นแจ้งอาการพระไตรลักษณ์ว่า  ร่างกายเป็นอนิจจัง  ทุกขัง  และอนัตตา  ไม่ใช่ตัว  ไม่ใช่ตน  ไม่ใช่เรา  ไม่ใช่เขาแต่อย่างใด  จิตก็จะน้อมไปสู่ “สังขารุเปกขาญาณ”  ซึ่งมีอารมณ์อันวางเฉย  ไม่ยินดียินร้ายในร่างกาย  และคลายกำหนัดในรูปนามขันธ์ 5 เรียกว่า  จิตปล่อยวางไม่ยึดมั่นในอุปาทานขันธ์ 5  ซึ่งจะนำไปสู่การละ “สักกายทิฐิ" อันเป็นการละความเห็นผิดในร่างกายนี้เสียได้  และถ้าละได้เมื่อใดก็ใกล้ที่จะบรรลุความเป็นพระอริยเจ้าเบื้องต้นในพระพุทธศาสนา คือเป็น “พระโสดาบัน” สมจริงตามที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า  การเจริญกรรมฐานกองนี้จะไม่ห่างจากมรรค  ผล  และนิพพาน

ฉะนั้น  กายคตานุสสติกรรมฐาน  จึงเป็นกรรมฐาน  เครื่องที่จะทำให้บรรลุพระอรหันต์ได้โดยง่าย  ซึ่งในสมัยพระพุทธกาล  ท่านที่บรรลุแล้วด้วยพระกรรมฐานกองนี้มีเป็นอันมาก  ในสมัยที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ใหม่ๆ  ได้เสด็จไปพบพราหมณ์สองสามีภรรยา  ซึ่งมีบุตรที่สุดสวยชื่อว่า “นางมาคัณฑิยา” พราหมณ์ทั้งสองชอบใจในพระพุทธองค์  จึงได้ออกปากยกนางมาคัณฑิยาให้เป็นภรรยา  พระพุทธองค์ไม่ทรงรับไว้และมองเห็นนิสัยของพราหมณ์ทั้งสองที่จะได้บรรลุมรรคผล  จึงได้ทรงแสดงพระธรรมให้ฟัง  โดยยกเอากายคตานุสสติกรรมฐานขึ้นมาเทศน์    ซึ่งได้ตรัสตำหนิโทษแห่งความสวยงามแห่งรูปกาย ของนางมาคัณฑิยาว่า  พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าเป็นของปฏิกูล  มูตรคูถเน่าเหม็น  หาความสวยงามใดๆ มิได้เลย  พราหมณ์ทั้งสองพิจารณาตามก็ได้ดวงตาเห็นธรรม  ส่วนนางมาคัณฑิยาผูกโกรธ  ต่อมาเมื่อนางได้เป็นพระมเหสีของพระเจ้าอุเทน  กรุงโกสัมพี  ก็ได้จองล้างจองผลาญพระพุทธองค์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด  เพราะแรงพยาบาท  อีกท่านหนึ่งก็คือ  นางอภิรูปนันทาซึ่งเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าเขมกะศากยะ  ก็จัดว่ามีรูปงามที่สุดในสมัยนั้น  และพระนางทรงภาคภูมิหลงใหลในความงดงามของพระนางยิ่งนัก  แต่ด้วยบุญบารมีที่ได้เคยสร้างสมอบรมมาแล้วเป็นอันมากในอดีตชาติ  เป็นเหตุให้พระนางได้สดับพระธรรมของพระพุทธองค์จากพระโอษฐ์  ซึ่งได้ทรงเทศน์กายคตานุสสติกรรมฐานควบคู่ไปกับมรณัสสติกรรมฐาน  แล้วทรงเนรมิตรูปกายของสาวงามที่งามยิ่งกว่าพระนางให้ปรากฏขึ้น  ให้พระนางได้มองเห็นแล้วบันดาลให้รูปนิมิตนั้นค่อยๆ เจริญวัย  แก่  แล้วชราโทรมๆ ลงจนตายไปในที่สุด  แล้วก็เน่าเปื่อย  สลายไปต่อหน้า  พระนางก็น้อมเอาภาพนิมิตนั้นเข้ามาเปรียบเทียบกับร่างกายของพระนาง  จนเห็นว่าอันร่างกายอันงดงามของพระนางนั้นหาได้งามจริงไม่  ทั้งเป็นอนิจจังและอนัตตา  หาสาระแก่นสารที่พึ่งอันถาวรอันใดมิได้เลย  จนพระนางได้บรรลุพระอรหันต์ในขณะนั้นเอง  และพระนางเขมาเทวีที่ยิ่งด้วยรูปโฉม  และเป็นพระมเหสีองค์หนึ่งของพระเจ้าพิมพิสารแห่งเมืองราชคฤห์  ก็ได้บรรลุพระอรหันต์ในทำนองเดียวกันนี้เอง

(4) มีจิตใคร่ครวญถึงธาตุกรรมฐาน               คือ  นอกจากจะมีจิตใคร่ครวญถึงความเป็นจริงของร่างกายดังกล่าวมาในข้อ (3) แล้ว  พึงพิจารณาแยกให้เห็นความเป็นจริงที่ว่า  อันที่จริงร่างกายของเราเองก็ดี  ของผู้อื่นก็ดี  ไม่ใช่ตัวเราของเราแต่อย่างใดเลย  เป็นแต่เพียงธาตุ 4 มาประชุม  เกาะกุมรวมกันเพียงชั่วคราวเท่านั้นเอง  ได้แก่  ธาตุดิน  ธาตุน้ำ  ธาตุลม  และธาตุไฟ  แล้วสิ่งเหล่านี้ก็ทนอยู่ในสภาพที่รวมกันเช่นนั้นไม่ได้  นานไปก็เก่าแก่แล้วแตกสลายตายไป  ธาตุน้ำก็กลับไปสู่ความเป็นน้ำ  ธาตุดินก็กลับไปสู่ความเป็นดิน  ธาตุลมก็กลับไปสู่ความเป็นลม  และธาตุไฟก็กลับไปสู่ความเป็นไฟตามเดิม  เนื้อตัวร่างกายของเราเมื่อได้แยกส่วนออกมาดูแล้ว  ก็มิได้มีตัวตนที่ตรงไหนแต่อย่างใด  เป็นแต่เพียงเนื้อ  กระดูก  ตับ  ไต  ไส้  กระเพาะ  เส้นเอ็น  หนัง  พังผืด  เนื้อเยื่อ  มันสมอง  ไขข้อ  ฯลฯ  มาเกาะกุมกันตัวตนของเราไม่มี  ครั้นเมื่อแยกแยะอวัยวะย่อยๆ  ดังกล่าวออกไปจนถึงหน่วยย่อยๆ ของชีวิต  คือเซลล์เล็กๆ  ที่มาเกาะกุมรวมกัน  ก็จะเห็นว่าเซลล์เองก็เนื่องมาจากแร่ธาตุทั้งหลายซึ่งไม่มีชีวิตจิตใจมารวมกันเป็นกลุ่มก้อนเล็กๆ ไม่มีตัวตนของเราแต่อย่างใด  แม้แร่ธาตุต่างๆ นั้น  ก็เนื่องมาจากพลังงานโปรตรอนและอิเล็กตรอนเท่านั้น  หาใช่ตัวตนของเราแต่อย่างใดไม่  ที่หลงกันอยู่ว่า  ตัวเราของเราหาที่ไหนมิได้เลย  ทุกสรรพสิ่งที่ดิ้นรนแสวงหา  สะสมกันเข้าไว้ในที่สุดก็ต้องทิ้งต้องจาก  ซึ่งป่วยการที่จะกล่าวไปถึงสมบัติที่จะนำเอาติดตัวไปด้วย  แม้แต่เนื้อตัว  ร่างกายที่ว่าเป็นของเราก็ยังเอาติดตัวไปไม่ได้  และก็เป็นความจริงที่ได้เห็นและรู้กันมานานนับล้านๆ ปี  คนแล้วคนเล่า  ท่านทั้งหลายที่ได้เคยยิ่งใหญ่ด้วยยศศักดิ์อำนาจวาสนาและทรัพย์สมบัติในอดีตกาล  จนเป็นถึงมหาจักรพรรดิมีสมบัติที่สร้างสมมาด้วยเลือดและน้ำตาของผู้อื่นจนค่อนโลก  แต่แล้วในที่สุดก็ต้องทิ้งต้องจากสิ่งเหล่านี้ไป  แม้แต่เนื้อตัวร่างกายของท่านที่เคยยิ่งใหญ่  จนถึงกับเป็นผู้ที่ไม่อาจแตะต้องได้  แต่แล้วก็ต้องทอดทิ้งจมดินและทราย  จนในที่สุดก็สลายไปจนหาไม่พบว่าเนื้อ  หนัง  กระดูก  ขน  เล็บ  ตับ  ไต  ไส้  กระเพาะของท่านอยู่ที่ตรงไหน  คงเหลืออยู่แต่สิ่งที่เป็นดิน  น้ำ  ลม  และไฟ  ตามสภาพเดิมที่ก่อเกิดกำเนิดมาเป็นตัวของท่านเพียงชั่วคราวเท่านั้น  แล้วตัวของเราท่านทั้งหลายก็เพียงเท่านี้  มิได้ยิ่งใหญ่เกินไปกว่าท่านในอดีต  จะรอดพ้นจากสัจธรรมนี้ไปได้หรือ  เมื่อความเป็นจริงก็เห็นๆ กันอยู่เช่นนี้แล้ว  เหตุใดเราท่านทั้งหลายจึงต้องพากันดิ้นรนขวนขวายสะสมสิ่งที่ในที่สุดก็จะต้องทิ้งจะต้องจากไป  ซึ่งเท่ากับเป็นการทำลายวันเวลาอันมีค่าของพวกเรา  ซึ่งก็คงมีไม่เกินคนละ 100 ปี  ให้ต้องโมฆะเสียเปล่าไปโดยหาสาระประโยชน์อันใดมิได้  เหตุใดไม่เร่งขวนขวายสร้างสมบุญบารมีที่เป็นอริยทรัพย์อันประเสริฐ  ซึ่งจะติดตามตัวไปได้ในชาติหน้า  แม้หากสิ่งเหล่านี้จะไม่มีจริงดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้  อย่างเลวพวกเราก็เพียงเสมอตัวมิได้ขาดทุนแต่อย่างใด  หากสิ่งที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนไว้มีจริง  ดังที่ปราชญ์ในอดีตกาลยอมรับ  แล้วเราท่านทั้งหลายไม่สร้างสมบุญและความดีไว้  สร้างสมแต่ความชั่วและบาปกรรมตามติดตัวไปเราท่านทั้งหลายมิขาดทุนหรือ  เวลาในชีวิตของเราที่ควรจะได้ใช้ให้เป็นประโยชน์กลับต้องมาโมฆะเสียเปล่า  ก็สมควรที่จะได้ชื่อว่าเป็น “โมฆบุรุษ” โดยแท้